บ้านห้วยพูล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คือ หนึ่งในพื้นที่ที่เคยเผชิญปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและน้ำอย่างหนัก ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่สูงและลาดชัน ทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินอย่างรุนแรง สูญเสียดินมากกว่า 2 ตันต่อไร่ต่อปี หน้าดินที่อุดมด้วยธาตุอาหารถูกน้ำฝนพัดพาออกจากพื้นที่ในทุกฤดูฝน ขณะที่สภาพดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย มีเศษหินปะปน ดินเป็นกรดจัด และมีความสามารถในการกักเก็บน้ำต่ำ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตรและรายได้ของเกษตรกร ด้วยความร่วมมือระหว่างสถานีพัฒนาที่ดินประจวบคีรีขันธ์ หมอดินอาสา ผู้นำชุมชน และเกษตรกรในพื้นที่ จึงได้ร่วมกันวางแผนจัดการทรัพยากรดินและน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและลดการชะล้างพังทลายของดิน พร้อมขยายผลสู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำของชุมชน
นายจำนงค์ พร้อมมูล ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า การดำเนินงานในพื้นที่บ้านห้วยพูลมุ่งเน้นการวางระบบอนุรักษ์ดินและน้ำร่วมกับหมอดินอาสาและเกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะการก่อสร้างบ่อดักตะกอนดิน ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการลดการสูญเสียหน้าดิน ช่วยกักเก็บน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่การเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูเพาะปลูก ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
ด้านนายบันเทิง วงษ์สมัย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 และหมอดินอาสา บ้านห้วยพูล กล่าวว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งกรมพัฒนาที่ดิน องค์การบริหารส่วนตำบล ปราชญ์ชาวบ้าน และเกษตรกรในชุมชน ที่ร่วมกันเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการทำคันดินเพื่อชะลอความเร็วของน้ำไหลบ่า ป้องกันหน้าดินจากการถูกการชะล้าง บ่อดักตะกอนดิน และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จนสามารถสร้างแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรที่เพียงพอ และกลายเป็นต้นแบบที่สามารถส่งต่อองค์ความรู้ให้คนรุ่นต่อไปได้
นางวิไล พันพราน เกษตรกรบ้านห้วยพูล กล่าวเพิ่มเติมว่า การได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาที่ดินไม่เพียงช่วยพัฒนาพื้นที่ของตนเอง แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อนบ้านและเกษตรกรรายอื่นเข้ามาเรียนรู้และพัฒนาพื้นที่ของตนเองตามแนวทางเดียวกัน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว
นอกจากนี้ ด้านการขยายผลองค์ความรู้ด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ ของสถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี ดำเนินการในพื้นที่ดินเสื่อมโทรมระดับปานกลางถึงรุนแรง พื้นที่ตำบลสองพี่น้อง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ครอบคลุม 5 หมู่บ้าน เน้นการผสมผสานมาตรการทางวิธีกล ด้วยการจัดทำบ่อดักตะกอน 3 ด้าน เพื่อชะลอความเร็วของน้ำไหลบ่า ลดการชะล้างพังทะลายของดิน และดักกรองเศษดินตะกอน สร้างคูระบายน้ำแบบคลองไส้กรอกเพื่อบริหารจัดการน้ำในไร่นา และปรับปรุงพื้นที่สร้างทางลำเลียงในไร่นา เพื่อสะดวกในการเข้าถึงพื้นที่เกษตรกรรม และใช้มาตรการวิธีพืช โดยการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทะลายของดิน ปรับปรุงบำรุงดินด้วยพืชปุ๋ยสด (ปอเทือง) เพื่อเพิ่มไนโตรเจนให้กับดินก่อนการปลูกพืช และปรับปรุงสมบัติทางกายภาพและเคมีด้วยการใช้ปุ๋ยหมักจากสารเร่ง พด.1 เพื่อลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยเคมี สู่การเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้สะท้อนเพียงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังหมายถึง “ความมั่นคง” ในทุกมิติของการดำรงชีวิต
นางสาวสุกัญญา องควิวิธสุวร ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และองค์ความรู้ โดยเกษตรกรสามารถสร้างรายได้จากสวนไม้ผลเฉลี่ยกว่า 58,744 บาทต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และพืชปุ๋ยสดแทนปุ๋ยเคมี ขณะเดียวกันชุมชนยังมีความเข้มแข็งมากขึ้นจากการมีส่วนร่วมในการวางแผนและดูแลทรัพยากรดินและน้ำร่วมกัน ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ดินและน้ำช่วยลดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
ขณะที่นายประทีป ชาติรัมย์ หมอดินอาสา ตำบลสองพี่น้อง กล่าวว่า การพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชะลอน้ำในพื้นที่ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ช่วยให้เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี จากเดิมที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมาอย่างยาวนาน สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในชุมชน และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตที่จับต้องได้
เรื่องราวของบ้านห้วยพูล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และตำบลสองพี่น้อง จังหวัดเพชรบุรี สะท้อนให้เห็นว่า การอนุรักษ์ดินและน้ำไม่ใช่เพียงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับชุมชน จาก “ผืนดินที่กำลังสูญเสีย” วันนี้ได้กลายเป็น “ผืนดินแห่งความหวัง” ที่เกิดขึ้นจากพลังความร่วมมือของภาครัฐ หมอดินอาสา และชุมชน ซึ่งร่วมกันพิสูจน์ว่า เมื่อทุกคนช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ดินและน้ำจะยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการเกษตรไทย และส่งต่อความอุดมสมบูรณ์สู่คนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน








