กรมชลประทานเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี หลังโครงสร้างอายุกว่า 90 ปีเสื่อมสภาพ ฉุดประสิทธิภาพส่งน้ำกว่า 3 แสนไร่ ขณะที่ชาวบ้านและท้องถิ่นร้องเร่งแก้ผักตบชวา-คลองตื้นเขิน ด้านเจ้าหน้าที่ชี้จำเป็นต้องปรับระบบให้สอดรับสภาพปัจจุบัน ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร
กรมชลประทานอยู่ระหว่างดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นโครงการชลประทานที่ก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2475 มีอายุการใช้งานมากกว่า 90 ปี ครอบคลุมพื้นที่โครงการทั้งสิ้น 411,751 ไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน 330,063 ไร่ ใน 4 อำเภอ 33 ตำบล ของจังหวัดสุพรรณบุรี โดยรับน้ำต้นทุนจากแม่น้ำท่าจีน การศึกษาครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของจังหวัด เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรและชุมชนในระยะยาว
พื้นที่ 1 ที่ตั้งหัวงาน ต.โพธิ์พระยา อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี
นายโอฬาร ทองศรี ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า กรมชลประทานตระหนักดีถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จังหวัดสุพรรณบุรีรับน้ำต้นทุนจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านประตูระบายน้ำพลเทพที่จังหวัดชัยนาทเข้ามาทางแม่น้ำท่าจีน การปรับปรุงครั้งนี้จะช่วยบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในช่วงฤดูฝนที่ต้องรองรับน้ำปริมาณสูงถึง 150-200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และในช่วงฤดูแล้งที่ต้องดูแลพื้นที่ปลายคลองให้ได้รับน้ำอย่างทั่วถึง การปรับปรุงระบบชลประทานให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและการใช้น้ำในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรในพื้นที่
นายธรรมนูญ บำรุงเพ็ชร ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา เผยว่า ประตูระบายน้ำโพธิ์พระยาที่สร้างตั้งแต่ปี 2468 นับเป็นประตูน้ำในลำดับต้นๆ ของประเทศ ตั้งอยู่บนแม่น้ำท่าจีนที่ กม.117 จากแม่น้ำเจ้าพระยา ทำหน้าที่ปิดกั้นและกระจายน้ำเข้าระบบส่งน้ำทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ครอบคลุมพื้นที่ตอนล่างของจังหวัดสุพรรณบุรี ในพื้นที่โครงการกว่า 4 แสนไร่นั้น ประมาณ 210,000 ไร่ เป็นพื้นที่รับน้ำหลากกระจายอยู่ใน 20 กว่าทุ่ง รวมเรียกว่า “ทุ่งโพธิ์พระยา” สามารถรับน้ำได้สูงสุด 203 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยกักเก็บน้ำไว้หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี นอกจากนี้กรมชลประทานยังดูแลจัดการผักตบชวาในแม่น้ำท่าจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาประสิทธิภาพการไหลของน้ำและป้องกันไม่ให้วัชพืชไหลลงสู่ทะเลที่สมุทรสาคร โดยดำเนินการกำจัดเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี
นายคมสันติ์ สุขสมดาว นายกเทศมนตรีตำบลท่าระหัด ในฐานะผู้นำท้องถิ่นที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำท่าจีนยาวถึง 4.5 กิโลเมตร แสดงความเชื่อมั่นว่าการพัฒนาประตูน้ำและปรับปรุงระบบคลองสายหลักจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่ชุมชนเผชิญอยู่ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสนับสนุนให้โครงการวางระบบจัดการผักตบชวาอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง เพื่อรักษาความลึกของแม่น้ำท่าจีนและเพิ่มศักยภาพการรองรับน้ำในระยะยาว
นายอำไพล นิลน้ำคำ กำนันตำบลโพธิ์พระยา สะท้อนความเห็นของประชาชนในพื้นที่ว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ประกอบอาชีพทำนาต่างให้การสนับสนุนโครงการนี้เป็นอย่างดี เชื่อมั่นว่าการปรับปรุงระบบชลประทานจะช่วยลดระยะเวลาน้ำท่วมลงได้ราว 10 วัน และหากปรับปรุงคลองดินจะช่วยประหยัดน้ำได้ถึง 20-30เปอร์เซ็นต์ ทำให้ส่งน้ำถึงพื้นที่ได้เร็วขึ้นและใช้ทรัพยากรน้ำได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
พื้นที่ 2 ประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ต.บางตะเคียน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี
นายสำเริง ปานอำพันธ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางตะเคียน แสดงความพึงพอใจต่อการดำเนินโครงการ พร้อมให้ข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในพื้นที่ลุ่มบางตะเคียน ซึ่งเป็นจุดรวมน้ำจากหลายทิศทางก่อนระบายออกสู่แม่น้ำท่าจีน โดยเสนอให้ขยายช่องระบายน้ำที่เป็นจุดคอขวด ควบคู่กับการติดตั้งเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติแบบถาวร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการน้ำทั้งด้านการป้องกันน้ำท่วมและการดูแลน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนควบคู่กันอย่างยั่งยืน
นายปิยพจน์ เกียรติชูสกุล อดีตกำนันตำบลบางเลน อำเภอสองพี่น้อง ร่วมสนับสนุนโครงการและเสนอแนวทางเพิ่มเติมว่า การขุดลอกคลองสองพี่น้องที่ตื้นเขินจากการสะสมของตะกอนและซากวัชพืช พร้อมกับการสร้างประตูระบายน้ำเพิ่มอีก 2 ช่อง รวมเป็น 5 ช่อง จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและเป็นรูปธรรมที่สุด เชื่อมั่นว่าเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมทุ่งสองพี่น้องในช่วงฤดูเพาะปลูกเดือนกันยายน-มกราคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่อย่างแท้จริง
สำหรับผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการปรับปรุงครั้งนี้ ได้แก่ ลดการใช้น้ำได้ 18.94 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกในฤดูแล้งประมาณ 22,159 ไร่ ลดพื้นที่ประสบอุทกภัยประมาณ 93,256 ไร่ และเพิ่มรายได้เกษตรกรเฉลี่ยประมาณ 96,077 บาทต่อครัวเรือนต่อปี โดยมีประชาชนได้รับประโยชน์รวมกว่า 110,425 ครัวเรือน ในจำนวนนี้เป็นครัวเรือนภาคการเกษตรกว่า 49,603 ครัวเรือน
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวที่สอดคล้องกับการศึกษาปรับปรุงระบบชลประทานฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน ที่ดำเนินการศึกษามาตั้งแต่ปี 2560 นับเป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมชลประทานในการดูแลคุณภาพชีวิตเกษตรกรและความมั่นคงด้านน้ำของจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างยั่งยืน








