อย่าชะล่าใจ! “นายกวิศวกรฯ” ถอดบทเรียนแผ่นดินไหวเขย่าฟิลิปปินส์ 8.2 แมกนิจูด เตือนตึกสูง กทม.เสี่ยงพังทลาย ชี้เอฟเฟกต์ "ดินนิ่ม" เสี่ยงรับแรงกระแทกจากรอยเลื่อนระยะไกล
จากกรณีเกิดเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขนาด 8.2 แมกนิจูด บริเวณชายฝั่งทางทิศตะวันตกของเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก และเกิดการพังถล่มลงมาในหลายจุดนั้น
ล่าสุด วันที่ 8 มิ.ย.69 ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาและความเสี่ยงด้านวิศวกรรมโครงสร้าง โดยระบุว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นที่ฟิลิปปินส์ในครั้งนี้จัดเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มาก เนื่องจากประเทศฟิลิปปินส์ตั้งอยู่บนแนววงแหวนไฟ (Ring of Fire) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความลุกไหม้ทางธรณีแปรสัณฐานอยู่ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวในครั้งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงประมาณ 20-30 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งในทางวิศวกรรมจัดว่าเป็น ‘แผ่นดินไหวระยะใกล้’ (Near-field earthquake) ลักษณะของแผ่นดินไหวระยะใกล้เช่นนี้ จะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่เป็น ‘คลื่นความถี่สูง’ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาคารขนาดเล็กและอาคารเตี้ยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลุ่มอาคารที่มีความสูงไม่เกิน 5 ชั้น ดังจะเห็นได้จากภาพความเสียหายที่มีอาคารเตี้ยถล่มลงมาเป็นจำนวนมากจากเหตุการณ์ในเช้านี้
ศ.ดร.อมร กล่าวต่อว่า พฤติกรรมและลักษณะของแผ่นดินไหวที่ฟิลิปปินส์ มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแผ่นดินไหวที่เคยส่งผลกระทบสร้างความสั่นสะเทือนให้กับกรุงเทพมหานครเมื่อปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจากในกรณีของ กทม. แหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวหรือรอยเลื่อนที่มีผลกระทบหลัก คือ รอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) ในประเทศเมียนมา และ กลุ่มรอยเลื่อนในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งรอยเลื่อนเหล่านี้มีระยะทางห่างจากกรุงเทพมหานครไกลหลายร้อยไปจนถึงกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร จึงจัดว่าเป็น ‘แผ่นดินไหวระยะไกล’ (Far-field earthquake)
‘คลื่นแผ่นดินไหวที่เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ จากระยะไกล จะแปรสภาพกลายเป็น 'คลื่นคาบยาว' ซึ่งคลื่นประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่ออาคารเตี้ย แต่จะมีพลังทำลายล้างและสร้างความเสียหายให้อาคารสูงมากกว่า เนื่องจากความถี่ของคลื่นไปสอดคล้องกับคาบการสั่นธรรมชาติของตึกสูง’ ศ.ดร.อมร ระบุ
นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ กล่าวเน้นย้ำด้วยความห่วงใยว่า สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน ยังไม่ถือว่าปลอดภัยจากภัยพิบัติแผ่นดินไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยจากแผ่นดินไหวระยะไกล เนื่องจากสภาพทางกายภาพของ กทม. ตั้งอยู่บน ชั้นดินเหนียวอ่อน (Soft Clay) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการขยายสัญญาณคลื่นแผ่นดินไหวให้รุนแรงขึ้นได้อีกหลายเท่าตัวเมื่อคลื่นเดินทางมาถึง ซึ่งปัจจัยนี้ถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อโครงสร้างอาคารสูงในเมืองใหญ่
ศ.ดร.อมร จึงอยากเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายแก่กรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ข้อเร่งด่วน ดังนี้ 1.จัดทำฐานข้อมูลความเสี่ยง: ควรเร่งดำเนินการสำรวจโครงสร้างและจัดทำฐานข้อมูลความเสี่ยงของอาคารต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพฯ อย่างเป็นระบบ 2.ปรับปรุงโครงสร้างอาคารเก่า: พิจารณาออกมาตรการหรือข้อบังคับในการเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างอาคารเก่าที่ก่อสร้างก่อนกฎหมายควบคุมอาคารแผ่นดินไหวจะบังคับใช้ และ 3.ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์แจ้งเตือน: ควรมีการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดและแจ้งเตือนแผ่นดินไหว (Earthquake Sensor & Early Warning System) ภายในอาคารสำคัญ อาคารสาธารณะ หรืออาคารสูงที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ประชาชนสามารถอพยพได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
#แผ่นดินไหว #แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ #แผ่นดินไหวกรุงเทพ #ตึกสูงกทม #ภัยพิบัติ #เตือนภัย #อมรพิมานมาศ #วิศวกรโครงสร้าง #รอยเลื่อนสะกาย #ดินเหนียวอ่อน #วงแหวนไฟ #โครงสร้างอาคาร #ความปลอดภัย #ข่าวกรุงเทพ #ข่าวด่วนวันนี้ #ข่าววันนี้ #ตึกถล่ม #แผ่นดินไหว78 #ภัยเงียบคนกรุง #สร้างอาคารรับแผ่นดินไหว








