กรมพัฒนาที่ดิน เดินหน้าบรรเทาปัญหาภัยแล้ง โดยขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการดินและน้ำทั้งบนดินและใต้ดินในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการดินและน้ำพื้นที่การเกษตรให้เกิดสมดุลธรรมชาติที่เหมาะสมในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน
นางสาวสุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า จากปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate Change) เกิดฝนทิ้งช่วงหรือฝนไม่ตกตามฤดูกาล ส่งผลให้ดินแห้งแล้งขาดความอุดมสมบูรณ์ และปริมาณน้ำไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการผลิตภาคการเกษตรในวงกว้าง กรมพัฒนาที่ดิน มีภารกิจในการบริหารจัดการทรัพยากรดินและน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งและทำให้เกษตรกรมีศักยภาพในการสร้างผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง จึงดำเนินงานโครงการบริหารจัดการดินและน้ำทั้งบนดินและใต้ดินในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรทั่วประเทศ
ด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ การขุดสระเก็บน้ำขนาดความจุ 1,375 ลูกบาศก์เมตร ความลึกเฉลี่ย 7 เมตร เพื่อเพิ่มโอกาสนำน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์ และเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำบนดิน การจัดทำระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ปรับปรุงบำรุงดินให้คงความอุดมสมบูรณ์ด้วยมาตรการทางวิธีกล และวิธีพืช ซึ่งจะคัดเลือกมาตรการ
ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ตามหลักวิชาการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการดินและน้ำของพื้นที่การเกษตรให้เกิดสมดุลธรรมชาติที่เหมาะสมในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน
ด้าน นายชาคริต อินนะระ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 เปิดเผยว่า สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 โดยสถานีพัฒนาที่ดินชัยนาทได้ดำเนินโครงการบริหารจัดการดินและน้ำทั้งบนดินและใต้ดินในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งของ นางลำไย วงศ์ราชสีห์ เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ ณ ตำบลหนองมะโมง อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท ซึ่งประสบปัญหาน้ำไม่เพียงพอในการทำการเกษตรทำให้ปลูกพืชไม่หลากหลาย และทำการเกษตรได้น้อยครั้งต่อปี โดยสถานีพัฒนาที่ดินชัยนาทจึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนการบริหารจัดการดินและน้ำอย่างเหมาะสม โดยได้ดำเนินการขุดสระเก็บน้ำ 1 บ่อ จัดทำระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมทั้งสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน
เช่น ปุ๋ยหมัก เมล็ดพันธุ์ปอเทือง และสารเร่งซุปเปอร์ พด. ต่าง ๆ หลังจากเกษตรกรได้เข้าร่วมโครงการทำให้มีน้ำใช้ได้ตลอดปี โดยสามารถปลูกข้าวซึ่งเป็นพืชหลักได้ 20 ไร่ และทำนาปรังได้ 3 ไร่ 2 รอบ ซึ่งเก็บเกี่ยวรอบแรกไปแล้ว ได้ 3 ตัน ตันละ 5,800 บาท นอกจากนี้ยังสามารถปลูกไม้ผลในพื้นที่รวม 2 งาน เช่น ฝรั่ง มะม่วง พุทรา และกล้วย พร้อมทั้งนำมาแปรรูปขายเป็นกล้วยฉาบ และกล้วยตาก ได้สัปดาห์ละ 400 - 500 บาท รายได้รวมจากไม้ผลเดือนละประมาณ 1,500 บาท ส่งผลทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น และมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินได้ขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการดินและน้ำทั้งบนดินและใต้ดินในพื้นที่จังหวัดที่มีโอกาสเสี่ยงภัยแล้ง โดยในปีงบประมาณ 2567 - 2568 ได้ดำเนินการก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำใต้ดิน 2,299 แห่ง จัดทำระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 2,264 แห่ง ก่อสร้างระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ 65,200 ไร่ และในปีงบประมาณ 2569 มีเป้าหมายก่อสร้างมาตรการบริหารจัดการน้ำใต้ดิน และจัดทำระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 150 แห่ง พร้อมทั้งก่อสร้างระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ 4,950 ไร่ เพื่อมุ่งแก้ปัญหาด้านภัยแล้งให้กับเกษตรกร อย่างต่อเนื่อง และฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป








