สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทนไม่ไหวนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองติดขัด ส่งผลราคาผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองปรับขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลรักษาการไร้อำนาจชี้หากยืดเยื้ออาจถึงขั้นหยุดผลิต
วันที่ 22 ม.ค.69 นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และเลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันรัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจในการพิจารณาเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง ซึ่งประกาศเดิมหมดอายุไปเมื่อ 31 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ภาคธุรกิจที่มีการสั่งซื้อเมล็ดถั่วเหลืองไว้ล่วงหน้าไม่สามารถทำพิธีการตรวจปล่อยสินค้าได้ ในส่วนของผู้ผลิตอาหารสัตว์มีการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองมาใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ปีละประมาณ 5-6 แสนตัน ปัจจุบันมีสินค้าตกค้างที่ไม่สามารถตรวจปล่อยได้เบื้องต้นประมาณ 60,000 ตัน สมาชิกต้องจ่ายค่า Demurrage ประมาณ 1 ล้านบาทต่อวัน ตอนนี้จ่ายไปประมาณ 20 ล้านบาทแล้ว หากปล่อยไว้แบบนี้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์จะปรับสูงขึ้น และเกิดขาดแคลนวัตถุดิบในที่สุด ผลที่ตามมาคือโรงงานอาหารสัตว์จะต้องลดกำลังการผลิต และชะลอการรับซื้อวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลายข้าว มันสำปะหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณเมล็ดถั่วเหลืองที่มีเหลือใช้ในสูตรถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบโปรตีน หากไม่มีใช้ก็ต้องปรับสูตรการผลิตและลดการใช้วัตถุดิบตัวอื่นลงด้วย แม้ตอนนี้จะนำเข้ากากถั่วเหลืองมาได้แต่ก็ต้องใช้เวลา และไม่สามารถใช้แทนถั่วอบได้
สมาคมฯ ได้ติดตามการดำเนินการของภาครัฐมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม แต่ก็ได้รับทราบว่าติดขัดในเรื่องของการรอแต่งตั้งคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชซึ่งหมดวาระไปพร้อมคณะรัฐมนตรีชุดก่อนหน้า และตั้งคณะกรรมการสำเร็จในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 และมาติดเรื่องของอำนาจของรัฐบาลรักษาการที่ไม่อาจพิจารณาเรื่องที่มีภาระผูกพันกับรัฐบาลชุดถัดไป ทำให้เรื่องค้างอยู่จนทุกวันนี้ และหากไม่มีทางออกจะต้องรอจนกว่าจะมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมตั้งคณะกรรมการระดับนโยบายโดยมองว่าอาจจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3-4 เดือน จะทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ทะลุ 100 ล้านบาท หวั่นกระทบผู้บริโภคในประเทศเนื่องจากปกติธุรกิจจะมีการสต็อกสินค้าไว้เพียง 1-2 เดือนเท่านั้น
นายพรศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาคมมีประสบการณ์กับการออกใบอนุญาตนำเข้ากากถั่วเหลืองที่หมดอายุและต้องมีการดำเนินการต่ออายุในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมักจะพบปัญหาลักษณะนี้แทบทุกครั้งที่ประกาศจะหมดอายุ แม้สมาคมจะมีหนังสือไปยังหน่วยงานราชการให้เตรียมออกประกาศล่วงหน้า 6 เดือนแต่มักจะพบว่าการออกประกาศจะออกในช่วงเดือนธันวาคม พอเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองก็จะส่งผลกระทบดังเช่นวันนี้ จึงเห็นว่าครั้งนี้ถือเป็นอีกบทเรียนที่สำคัญให้กับหน่วยงานราชการว่าจะต้องทำงานล่วงหน้ารองรับความเสี่ยงความไม่แน่นอนทางการเมืองด้วย นอกจากนี้ในส่วนของการนำเข้ากากถั่วเหลืองยังดีที่สามารถออกประกาศให้นำเข้าได้ทันก่อนรัฐบาลยุบสภาแต่ก็น่าเสียดายที่ประกาศยกเว้นภาษีของกระทรวงการคลังออกไม่ทัน ทำให้การนำเข้ากากถั่วเหลืองทุกวันนี้ต้องเสียภาษี 10% ไปก่อน และหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่มาจะเร่งออกประกาศยกเว้นภาษีให้ภาคธุรกิจกลับมายื่นขอคืนภาษีส่วนเกินได้ในภายหลัง “เราขอตั้งข้อสังเกตหากรัฐบาลเปลี่ยนแปลงการดำเนินการของรัฐในระดับนโยบายมักจะสะดุด หน่วยงานรัฐควรต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงในส่วนนี้และทำงานล่วงหน้าเพื่อไม่ให้กระทบกับภาคธุรกิจและกระทบไปถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงผู้บริโภคที่จะต้องมาแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น เรามีประสบการณ์เรื่องนี้แล้วและมีหนังสือไปยังรัฐบาลตั้งแต่วันที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในเดือนตุลาคมแต่ก็ยังเกิดปัญหาอย่างทุกวันนี้”
สมาคมฯ ได้ประสานแนวทางแก้ไขเรื่องนี้กับรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเสนอให้มีการขยายระยะเวลานำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองที่หมดอายุไปแล้วออกไปอีก 6 เดือน จนกว่าจะมีการตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อลดข้อติดขัดเรื่องอำนาจรัฐบาลรักษาการ ถือเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาในช่วงเวลานี้โดยไม่ผูกพันกับรัฐบาลชุดใหม่ และมีกำหนดที่จะเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 20 มกราคมแต่ท้ายที่สุดยังไม่มีการพิจารณาเนื่องจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องติดภาระกิจ จึงต้องรอลุ้นว่าจะมีการนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อีกในวันอังคารที่ 27 มกราคม 2569 หรือไม่ โดยระหว่างนี้ค่าใช้จ่ายต่างๆเกิดขึ้นเพิ่มเติมเป็นรายวัน โดยสมาคมเชื่อว่ามีทางออกหากรัฐบาลเห็นถึงความเดือดร้อนก็สามารถที่จะทำได้
ปัจจุบันราคาวัตถุดิบกากถั่วเหลืองภายในประเทศมีการปรับขึ้นแล้ว 20% หรือ 2.30 บาท/กิโลกรัม โดยเริ่มจากราคาขายวันที่ 8 มกราคมอยู่ที่ 14.85 บาท/กิโลกรัม มีการปรับขึ้น 2 ครั้ง ในวันที่ 9 และ 12 มกราคม 2568 ในราคา 0.50 บาท และ 0.30 บาท/กิโลกรัม ตามลำดับ สมาคมจึงได้มีหนังสือ 2 ฉบับไปยังสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าวขอให้ปรับราคาลงและอย่าฉวยโอกาสในช่วงวิกฤตนี้ขึ้นราคา รวมถึงมีหนังสือไปยังอธิบดีกรมการค้าภายในให้ตรวจสอบการขึ้นราคาดังกล่าว เพราะราคาที่ปรับขึ้นนั้นสวนทางราคากากถั่วเหลืองตลาดโลกที่ยังทรงตัว หลังจากนั้นก็ยังมีการปรับราคาขึ้นอีก 0.50 บาท/กิโลกรัม ในวันที่ 14 มกราคม 2569 แสดงให้เห็นว่าหนังสือที่สมาคมทำไปไม่ได้ถูกพิจารณา และมาขึ้นราคาอีกครั้งหนึ่งในนี้ อีก 1 บาท/กิโลกรัม ทำให้ราคาตอนนี้อยู่ที่ 17.15 บาท/กิโลกรัม ซึ่งการขึ้นราคาครั้งนี้เป็นการขึ้นภายหลังจากทราบว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 20 มกราคม 2569 ไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการซ้ำเติมภาคปศุสัตว์ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจากการรอคอยตรวจปล่อยสินค้าอยู่แล้ว ต้องมาซื้อกากถั่วเหลืองในประเทศที่สูงขึ้นด้วย รัฐบาลจึงต้องรีบเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยใช้กลไกคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการเข้ามาดูแล เช่นเดียวกับที่อาหารสัตว์ถูกควบคุมราคา มิฉะนั้นโรงงานอาหารสัตว์อาจจะต้องปิดโรงงานเพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหวปรับราคาขายก็ปรับไม่ได้
ความเสียหายครั้งนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากความไม่มั่นคงทางการเมือง และความชะล่าใจของหน่วยงานรัฐ ความเสียหายที่เกิดขึ้นใครจะต้องเข้ามารับผิดชอบ และหลังจากนี้หากไม่มีทางออกให้กับภาคธุรกิจจะเกิดปัญหาสินค้าขาดแคลน กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในที่สุด







