การประชุมโป๋อ่าวฟอรัมสำหรับเอเชีย (Boao Forum for Asia: BFA) ประจำปี 2026 ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติโป๋อ่าว ได้ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา โดยตลอดระยะเวลา 4 วันของการจัดงาน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมเชิงนโยบายกว่า 50 รายการ ตัวแทนกว่า 2,000 คนจากกว่า 60 ประเทศและภูมิภาคต่างสัมผัสได้ถึงความชัดเจนในทิศทางการพัฒนาประเทศของจีน รวมถึงความรับผิดชอบในฐานะชาติมหาอำนาจต่อประชาคมโลก ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน การเติบโตและความมั่นคงของจีนได้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่นานาชาติต่างจับตามองเพื่อแสวงหาความแน่นอนให้กับทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต
เสถียรภาพดังกล่าวมีรากฐานมาจากผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น โดยในปี 2025 จีนสามารถบรรลุอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 5.0% ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มผู้นำของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนโลก นอกจากนี้ จีนยังได้วางรากฐานผ่านยุทธศาสตร์ในโครงร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ซึ่งครอบคลุมยุทธศาสตร์สำคัญ 16 ด้าน และโครงการขนาดใหญ่ 109 โครงการ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพสูงอย่างเป็นรูปธรรมในช่วง 5 ปีข้างหน้า สอดคล้องกับรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจและกระบวนการบูรณาการเอเชีย ประจำปี 2026 ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเอเชียในปีนี้จะขยายตัวได้ถึง 4.5%
ในมิติของการเปิดประเทศ การประชุมครั้งนี้ประจวบเหมาะกับวาระครบรอบ 100 วัน ของการดำเนินงานเขตการค้าเสรีไห่หนานแบบเต็มรูปแบบทั่วทั้งเกาะ โดยนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ระบุว่าเขตการค้าเสรีไห่หนานคือบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของจีนในการส่งเสริมระบบการค้าที่เปิดกว้างและยึดมั่นในกฎกติกา ซึ่งตลาดขนาดมหึมาของจีนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนภูมิภาค ขณะที่นางมาเรีย อดีตผู้อำนวยการบริหารสำนักเลขาธิการเอเปค มองว่ามาตรการของเขตการค้าเสรีไห่หนานสามารถเป็นโมเดลต้นแบบให้กับการเปิดเสรีในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในวงกว้าง ท่ามกลางกระแสการเรียกร้องให้เกิดการพัฒนาอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมที่ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในปัจจุบัน
นอกจากนี้ จีนยังแสดงบทบาทนำในการปฏิรูประบบธรรมาภิบาลโลก ผ่านการมีส่วนร่วมอย่างรอบด้านในองค์การการค้าโลก และการกระชับความร่วมมือกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) เพื่อสร้างความเข้มแข็งร่วมกัน ภายในงานยังมีการเปิดเวทีเสวนาในประเด็นสำคัญ อาทิ ธรรมาภิบาลด้านสภาพภูมิอากาศโลก เสถียรภาพทางการเงินระดับภูมิภาค และบทบาทของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ต่อระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงฉันทามติร่วมกันว่า จีนได้ทำหน้าที่เป็นจุดยึดเหนี่ยวที่มั่นคง (Stable Anchor) โดยใช้ความหนักแน่นและสติปัญญาในการผนึกกำลังประชาคมโลกเพื่อรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนได้อย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน








