วันที่ 19 ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า กราบเรียนพี่น้องประชาชนครับ
วันนี้ผมขออนุญาตพูดในประเด็นที่ผมเห็นว่าเราควรพิจารณาด้วยเหตุผล ความรอบคอบ และความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง มากกว่าการยึดโยงกับความเห็นทางการเมืองหรือสีเสื้อ
ในที่นี้คือเรื่อง ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112
ผมเห็นข่าวที่คุณภคมน หนุนอนันต์ ส.ส. พรรคประชาชน ได้แสดงจุดยืนว่า ไม่สนับสนุนการนำมาตรา 112 ไปใช้ในการร้องทุกข์กล่าวโทษอย่างพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะในกรณีที่มีความพยายามนำประเด็นคลิปเสียงเรื่องที่อ้างข้างบน แล้วบอกว่าเป็น กกต. ไปร้องทุกข์ ม.112
ผมขอเรียนตรง ๆ ว่า
ผมเห็นด้วยกับหลักการในประเด็นนี้ครับ
เพราะเมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงและตัวบทกฎหมายแล้ว กรณีคลิปเสียงดังกล่าวนั้น ไม่มีพยานหลักฐานหรือข้อความใดที่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 เลยแม้แต่น้อย สาระสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ การนำเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่มีมูลความจริงไปผูกโยงเพื่อฟ้องร้อง ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
แต่การเห็นด้วยในประเด็นดังกล่าว มิได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรา 112 หรือเห็นว่ากฎหมายนี้ไม่มีความจำเป็น
ทั้งสองเรื่องนี้เป็นคนละประเด็นโดยสิ้นเชิง
ผมจึงอยากให้พี่น้องประชาชนแยกแยะให้ชัดเจนว่า
“ตัวบทกฎหมาย” กับ “การใช้กฎหมาย” เป็นคนละเรื่องกัน
มาตรา 112 มีวัตถุประสงค์อย่างไร
มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดว่า
“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี”
นี่คือตัวบทกฎหมายที่มีผลบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองสถาบันหลักของชาติ
เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้เช่นใด เจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมมีหน้าที่ต้องบังคับใช้ตามกฎหมายอย่างถูกต้องและเหมาะสม
หากมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดและมีพยานหลักฐานครบถ้วน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอน
ผมไม่ได้ปฏิเสธการบังคับใช้กฎหมาย
แต่ผมเน้นย้ำว่า การใช้กฎหมายต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง และตั้งอยู่บนความสุจริต
เพราะการไปแจ้งความ ไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นผู้กระทำผิดแล้ว
ขอให้จำหลักสำคัญนี้ไว้ครับ
“การแจ้งความ” ไม่ใช่ “คำพิพากษา”
ผู้ถูกกล่าวหายังคงเป็นผู้ถูกกล่าวหา จนกว่าจะผ่านกระบวนการสอบสวน พิจารณาพยานหลักฐาน และมีคำวินิจฉัยจากศาล
สังคมจึงไม่ควรด่วนสรุป หรือปล่อยให้กระแสในสื่อสังคมออนไลน์มากำหนดความผิดแทนกระบวนการยุติธรรม
หากมีการใช้กฎหมายโดยไม่สุจริต
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา คือการใช้สิทธิตามกฎหมายต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและความรับผิดชอบต่อสถาบันของชาติ
โดยหลักแล้ว บุคคลย่อมมีสิทธิในการร้องทุกข์กล่าวโทษ
แต่สิทธิดังกล่าวมิได้หมายความว่า จะใช้โดยปราศจากข้อเท็จจริง หรือมีเจตนาบิดเบือนเพื่อสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่นได้
หากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่เชื่อโดยสุจริตว่ามีการกระทำความผิด การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมย่อมเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่หากมีการแจ้งความโดยรู้ว่าไม่เป็นความจริง หรือมีเจตนาเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่นให้ได้รับโทษ
กรณีดังกล่าวอาจต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรา 137, 172, 173 และ 174
โดยเฉพาะมาตรา 174 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแจ้งความเท็จโดยมีเจตนาให้ผู้อื่นได้รับโทษหรือโทษหนักขึ้น หากเข้าองค์ประกอบความผิด ย่อมมีความรับผิดทางกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ผมขอย้ำให้ชัดเจนว่า
การจะถือว่าเป็นความผิดหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เจตนา และพยานหลักฐานเป็นรายกรณี
นี่คือหลักของ นิติธรรม (Rule of Law) อย่างแท้จริง
ขอฝากถึงผู้ที่เคารพและเทิดทูนสถาบัน
ผมเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหลักยึดเหนี่ยวของประเทศ
แต่ผมอยากฝากข้อคิดสำคัญไว้ว่า
ความจงรักภักดีต้องตั้งอยู่บนสติ ปัญญา และความรับผิดชอบ
หากขาดการไตร่ตรอง อาจทำให้เกิดการถูกชักนำ หรือการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบ จนส่งผลกระทบต่อสถาบันที่เราทุกคนเคารพ
ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อข้อมูล การแสดงความเห็น หรือการดำเนินการใด ๆ
สิ่งสำคัญคือการไม่ด่วนสรุปว่าใครผิดหรือถูก โดยปราศจากกระบวนการยุติธรรมที่เป็นกลาง
เพราะสิ่งที่ทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่จำนวนคดีที่ถูกแจ้ง
แต่คือ ความถูกต้อง ความเป็นธรรม และความสุจริตของกระบวนการยุติธรรม
ไม่ควรใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง
ผมขอเน้นย้ำว่า ประเด็นนี้ไม่ควรถูกมองผ่านกรอบฝ่ายการเมือง
มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังที่สุด
หากมีการนำไปใช้โดยปราศจากมูลเหตุที่เหมาะสม หรือใช้เพื่อสร้างความขัดแย้ง ผมก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกัน หากมีการอ้างสิทธิเสรีภาพเพื่อบิดเบือนให้สังคมเข้าใจว่ากฎหมายนี้ไม่มีความจำเป็น ผมก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน
เพราะทั้งสองกรณีล้วนกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมและความศรัทธาต่อกฎหมาย
หลักการที่ถูกต้องคือ
ผู้กระทำผิดต้องรับผิดตามกฎหมาย
ผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับความเป็นธรรม
และทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันอย่างเท่าเทียม
บทบาทของสื่อมวลชนและสังคมออนไลน์
ผมขอฝากถึงสื่อมวลชนและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยว่า
การสื่อสารต้องมีความระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำ และต้องไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง
เช่น
“ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ม.112” คือข้อเท็จจริง
“กระทำความผิด ม.112” คือการสรุปผลทางคดี
สองประโยคนี้มีความหมายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
สังคมไม่ควรสรุปผลแทนศาล
เพราะ ศาลเท่านั้นที่มีอำนาจวินิจฉัยความผิดจากพยานหลักฐาน ไม่ใช่ความคิดเห็นของสาธารณะ
ข้อสรุป
ผมขอเรียนในฐานะผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับกฎหมายมาโดยตลอดว่า
ผมไม่ต้องการเห็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ว่ากรณีใด
และในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่สนับสนุนการบิดเบือนกฎหมายหรือการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ประเทศจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่เพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ
แต่เพราะ
ทุกฝ่ายยอมอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม และเคารพสถาบันหลักของชาติอย่างจริงใจ
วันนี้ผมจึงเห็นด้วยกับคุณภคมนในประเด็นที่ว่า
ไม่ควรนำมาตรา 112 ไปใช้ร้องทุกข์กล่าวโทษโดยไม่จำเป็น
แต่ในขณะเดียวกัน ผมขอยืนยันอีกด้านหนึ่งว่า
หากมีการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยไม่สุจริต หรือมีการแจ้งความเท็จโดยเจตนากลั่นแกล้ง และเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย ผู้กระทำย่อมต้องรับผิด ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครหรืออยู่ฝ่ายใด
กฎหมายต้องไม่เลือกปฏิบัติ
และความยุติธรรมต้องไม่เลือกข้าง
นี่คือหลักสำคัญของ นิติธรรม
“รักสถาบันด้วยสติ ปกป้องชาติด้วยปัญญา และยึดหลักนิติธรรมเหนือความขัดแย้งทางการเมือง”
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
การรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ไม่ได้อยู่ที่การใช้กฎหมายกับผู้ที่เราไม่เห็นด้วย
แต่อยู่ที่การยอมรับว่า
แม้แต่ผู้ที่เราไม่เห็นด้วย ก็ยังต้องได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย
นี่คือหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง








