วันที่ 11ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า หยุดค่านิยมผิดๆ “กุญแจมือ” ไม่ใช่เครื่องหมายของความผิดใน กรณี “ฉลอง เรียวแรง” ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น
จากกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการควบคุมตัว คุณฉลอง เรียวแรง โดยไม่มีการใส่กุญแจมือ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และมีการตั้งคำถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ผมเข้าใจได้ว่า ฝ่ายบริหารอาจกังวลต่อกระแสสังคม และไม่ต้องการให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อบุคคลแต่ละคนไม่เท่าเทียมกัน
แต่ในฐานะคนทำงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผมขอเสนอว่า...
อย่าเอาความรู้สึกของสังคมมาอยู่เหนือหลักกฎหมาย
เพราะคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่
“ทำไมคนนี้ไม่ใส่กุญแจมือ?”
แต่ต้องถามว่า
“กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องใส่กุญแจมือในทุกกรณีหรือไม่ และการใช้เครื่องพันธนาการในแต่ละกรณีมีความจำเป็นเพียงใด?”
นี่คือหัวใจของเรื่อง
1. “ผู้ต้องหา” ไม่ใช่ “ผู้กระทำความผิด”
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 วางหลักสำคัญว่า ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด
และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดไม่ได้
นี่ไม่ใช่ถ้อยคำสวยหรูในรัฐธรรมนูญ
แต่นี่คือ หลักประกันขั้นพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรม
ทางรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้ออกกฏหมายเองก็อธิบายเจตนารมณ์ของมาตรา 29 ว่า บทบัญญัตินี้มีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ดังนั้น กุญแจมือไม่ควรถูกใช้เป็น “สัญลักษณ์ว่าบุคคลนั้นผิด”
แต่การใช้เครื่องพันธนาการต้องพิจารณาจาก ความจำเป็นและพฤติการณ์แห่งคดี
2. การควบคุมตัวต้องได้สัดส่วนกับความจำเป็น
รัฐธรรมนูญมาตรา 29 ยังวางหลักไว้อีกว่า
“การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี”
นี่คือหลักสำคัญที่สังคมควรทำความเข้าใจ
ไม่ได้หมายความว่า
“ผู้ต้องหาทุกคนห้ามใส่กุญแจมือ”
และก็ไม่ได้หมายความว่า
“ผู้ต้องหาทุกคนต้องใส่กุญแจมือ”
แต่หมายความว่า เจ้าหน้าที่ต้องใช้อำนาจอย่างมีเหตุผล เหมาะสม และเท่าที่จำเป็น โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ดังนั้น หากบุคคลไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี ไม่ต่อสู้ ไม่คุกคาม และเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องพันธนาการ
การไม่ใส่กุญแจมือจึงไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการให้อภิสิทธิ์
ในทางกลับกัน หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลอาจหลบหนีหรือก่ออันตราย การใช้เครื่องพันธนาการก็ต้องพิจารณาตามความจำเป็นของสถานการณ์นั้น
นี่ต่างหากคือ หลักนิติรัฐ
3. รัฐธรรมนูญต้องมาก่อน “ธรรมเนียมปฏิบัติ”
ปัญหาที่ใหญ่กว่ากรณีของคุณฉลอง คือเราต้องถามว่า
ประเทศไทยเคยชินกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาอย่างไร?
ถ้าในอดีตเราคุ้นชินกับภาพผู้ต้องหาถูกใส่กุญแจมือ ถูกนำตัวออกมาให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ หรือถูกนำเสนอในลักษณะที่ทำให้สังคมรู้สึกว่า “คนนี้คือคนผิด”
พวกเราต้องกล้าถามว่า
ธรรมเนียมเหล่านั้นสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญในปัจจุบันแล้วหรือยัง?
เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 5 กำหนดให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และการกระทำใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่อาจใช้บังคับได้
ดังนั้น ธรรมเนียมปฏิบัติหรือแม้แต่กฏหมายใดไม่สามารถอยู่เหนือรัฐธรรมนูญได้
4. อย่าให้ “กระแสสังคม” กลายเป็นผู้ล้มบัญญัติกฎหมายเสียเอง
ผมจึงอยากฝากถึงฝ่ายบริหารและสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า
อย่าปล่อยให้กระแสสังคมเป็นตัวกำหนดมาตรฐานการใช้เครื่องพันธนาการ
เพราะวันนี้สังคมอาจถามว่า
“ทำไมไม่ใส่กุญแจมือ?”
แต่วันหนึ่ง เมื่อมีการใช้กุญแจมือกับบุคคลที่ไม่มีความจำเป็นจริง สังคมก็อาจถามกลับว่า
“ทำไมเจ้าหน้าที่จึงใช้กำลังเกินความจำเป็น?”
ทั้งสองคำถามเกิดจากปัญหาเดียวกัน คือ
เรายังไม่มีมาตรฐานที่สังคมเข้าใจตรงกันอย่างชัดเจน
5. ถึงเวลาทำให้ “หลักสิทธิ” กลายเป็นมาตรฐานตำรวจหรือผู้บังคับใช้กฏหมาย
นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลจะไม่หยุดอยู่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
แต่ควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นในการทบทวนแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งระบบ
ต้องกำหนดให้ชัดว่า
กรณีใดจำเป็นต้องใช้เครื่องพันธนาการ
กรณีใดไม่จำเป็น
ใครเป็นผู้ตัดสินใจ
ต้องบันทึกเหตุผลอย่างไร
และ ใครเป็นผู้ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจ
เมื่อมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ตำรวจก็ทำงานได้อย่างมั่นใจ ประชาชนก็ตรวจสอบได้ และผู้ต้องหาก็ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
นี่ต่างหากคือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่จับต้องได้
6. ถึงเวลาเปลี่ยน “วัฒนธรรมแห่งความเคยชิน” เป็น “วัฒนธรรมแห่งหลักนิติธรรม”
ผมไม่ได้เสนอว่าเจ้าหน้าที่ต้องอ่อนแอ
และไม่ได้เสนอให้ผู้ต้องหาได้รับอภิสิทธิ์
ในทางตรงกันข้าม...
ตำรวจต้องเข้มแข็งกับผู้กระทำผิด แต่ต้องเข้มงวดกับตัวเองในการใช้อำนาจรัฐด้วย
เพราะอำนาจของตำรวจไม่ได้เกิดจากความรู้สึกว่า
“เมื่อถูกจับแล้วต้องใส่กุญแจมือ”
แต่อำนาจของตำรวจเกิดจาก กฎหมาย
และเมื่อกฎหมายกำหนดให้การปฏิบัติต่อผู้ต้องหาต้องอยู่ภายใต้หลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และหลักความจำเป็น
เจ้าหน้าที่ทุกคนก็ต้องยึดหลักนั้น
ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็น
คนจนหรือคนรวยคนธรรมดาหรือคนมีชื่อเสียงคนที่สังคมชอบหรือคนที่สังคมเกลียด
กฎหมายต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน
บทสรุป
กรณี “ฉลอง เรียวแรง” จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงดราม่าเรื่อง
“ใส่กุญแจมือหรือไม่ใส่กุญแจมือ”
แต่มันควรกลายเป็นคำถามใหญ่ของประเทศไทยว่า
เราจะยังใช้ “ความเคยชิน” เป็นมาตรฐานการใช้อำนาจรัฐ หรือเราจะใช้ “รัฐธรรมนูญ” เป็นมาตรฐาน?
ถ้ารัฐบาลกล้าตอบคำถามนี้อย่างจริงจัง
เหตุการณ์หนึ่งครั้งก็สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบได้
ไม่ใช่เพื่อคุณฉลอง
ไม่ใช่เพื่อผู้ต้องหาคนใดคนหนึ่ง
แต่เพื่อให้วันหนึ่ง เมื่อคนธรรมดาคนหนึ่งถูกจับกุม เขาจะมั่นใจได้ว่า...
ตำรวจจะไม่ปฏิบัติต่อเขาเสมือนเป็นคนผิด เพียงเพราะเขาถูกกล่าวหา
เพราะในประเทศไทย
“ผู้ต้องหา” ยังไม่ใช่ “ผู้กระทำความผิด” จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
และนี่ไม่ใช่ความเมตตา
แต่มันคือ “หลักนิติธรรม” อันเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่มาตรฐานสากลอย่างแท้จริง"








