วันที่ 3 ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า..
Hello Thailand · MR.Hello Thailand ·
อย่าปั่นกระแสผิดกฎหมาย “สามารถ” ชี้ โทษประหารยังมีอยู่จริง-เตือนระวังกระทบภาพลักษณ์ประเทศ
ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ประเทศไทยยังคงมีโทษประหารชีวิตตามกฎหมาย และมีกลไกติดตามเฝ้าระวังผู้กระทำผิดเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ
จากกรณีที่มีกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ โดยบุคคลในวงการบันเทิงและอินฟลูเอนเซอร์บางส่วน ออกมาเรียกร้องให้ “ประหารชีวิต” ในคดีฆาตกรรมชาวรัสเซียนั้น ผมเห็นควรชี้แจงข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ควบคู่กับหลักรัฐศาสตร์และหลักนิติรัฐ (Rule of Law) เพื่อป้องกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทั้งในประเทศและต่างประเทศครับ
ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ การกำหนดนโยบายอาญาและบทลงโทษทางกฎหมาย ไม่ใช่เพียงเรื่องอารมณ์ของสังคมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่เป็น “กลไกของรัฐ” ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างความยุติธรรม ความมั่นคงของสังคม และหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ภายใต้กรอบอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) และหลักความชอบธรรม (Legitimacy) ของกระบวนการยุติธรรม
1. ประเทศไทยไม่เคยยกเลิก "โทษประหารชีวิต"
ข้อเรียกร้องให้ “ประหารชีวิตชีวิตในคดีนี้” เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในเชิงข้อเท็จจริงทางกฎหมาย เพราะตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ได้กำหนดโทษทางอาญาไว้ 5 ประการ โดย "โทษประหารชีวิต" ยังคงเป็นโทษสูงสุดของประเทศไทย
โดยเฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งกฎหมายกำหนดให้โทษประหารชีวิตเป็นหนึ่งในอัตราโทษสูงสุดที่ศาลอาจพิจารณาลงโทษได้ตามข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดี
ในเชิงรัฐศาสตร์: นี่สะท้อนถึง “อำนาจลงโทษของรัฐ” (State’s coercive power) ที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์โดยตรง และต้องอยู่ภายใต้ระบบตรวจสอบถ่วงดุล (Checks and Balances) ของศาล อัยการ และฝ่ายบริหาร
ในทางปฏิบัติ: การบริหารโทษยังอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกระบวนการอภัยโทษตามพระราชอำนาจ ซึ่งเป็นกลไกตามรัฐธรรมนูญ สะท้อนแนวคิดรัฐสมัยใหม่ที่ไม่ใช่เพียง “อำนาจลงโทษแบบแข็งกร้าว” แต่มีมิติของการบริหารความยุติธรรมเชิงมนุษยธรรมร่วมด้วย
ดังนั้น การเผยแพร่ข้อมูลเหมือนว่าประเทศไทยได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว จึงอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อระบบกฎหมายของไทย ทั้งในหมู่ประชาชนและในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของรัฐได้
2. บทเรียนจากคดีอุกฉกรรจ์ สู่การยกระดับมาตรการป้องกัน
สังคมไทยเคยเผชิญคดีอาชญากรรมร้ายแรงหลายกรณี ซึ่งในเชิงรัฐศาสตร์ถือเป็น “เหตุการณ์สะเทือนระบบ” (System-shocking events) ที่ทำให้รัฐต้องกลับมาทบทวนประสิทธิภาพของนโยบายสาธารณะด้านความมั่นคงภายใน เช่นใน
คดีของ อภิชัย องค์วิศิษฐ์ (ไอซ์ หีบเหล็ก): พฤติการณ์ความรุนแรงสะเทือนขวัญที่สร้างความหวั่นวิตกให้แก่สังคม
คดีของ วันชัย แสงขาว (เกม): เหตุอาชญากรรมบนขบวนรถไฟที่เรียกร้องความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ
คดีของ สมคิด พุ่มพวง: ฆาตกรต่อเนื่องที่เมื่อพ้นโทษกลับมาก่อเหตุซ้ำ
คดีเหล่านี้สะท้อน “ช่องว่างเชิงโครงสร้าง” (Structural gap) ของระบบยุติธรรมในอดีต ทั้งในด้านการประเมินความเสี่ยงและการติดตามหลังพ้นโทษ ในเชิงนโยบายสาธารณะ รัฐจึงจำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ (Recidivism prevention) ภายใต้ พระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “การลงโทษ” และ “การป้องกันสังคม”
3. มาตรการเชิงโครงสร้างของกระทรวงยุติธรรม
ในช่วงที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งผมในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ได้มีโอกาสร่วมขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ โดยยึดหลักรัฐศาสตร์เชิงปฏิบัติ (Pragmatic governance) ที่เน้น “ผลลัพธ์ต่อความปลอดภัยของประชาชน” ดังนี้
มีการจัดตั่งศูนย์ JSOC (Justice Safety Observation Center)
เพื่อเป็นกลไกบูรณาการข้อมูลและประสานการติดตามผู้กระทำผิดที่อยู่ภายใต้มาตรการตามกฎหมาย เพื่อประเมินความเสี่ยงและป้องกันการกระทำผิดซ้ำ สอดคล้องกับแนวคิด “รัฐเชิงป้องกัน” (Preventive state) ที่มุ่งลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ มากกว่ารอให้เกิดความเสียหาย
การพัฒนาระบบฟื้นฟูเด็กและเยาวชนของกรมคุมประพฤติ:
มุ่งเน้นการปรับพฤติกรรม ฟื้นฟูจิตใจ ส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ภายใต้ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นการ “ลงทุนในทุนมนุษย์ (Human capital investment)” เพื่อตัดวงจรไม่ให้เยาวชนเติบโตไปเป็นผู้กระทำผิดซ้ำ
ในมุมของการบริหารรัฐสมัยใหม่ แนวทางเหล่านี้คือการเปลี่ยนจาก “รัฐลงโทษ” (Punitive state) ไปสู่ “รัฐที่มีความสมดุลระหว่างการลงโทษและการฟื้นฟู” (Balanced justice state) ซึ่งเป็นมาตรฐานของประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก
ผมจึงมีสรุปและแนวคิดเชิงนโยบาย
ประเทศไทยยังคงมีโทษประหารชีวิตตามกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการลงโทษ แต่ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ผ่านระบบเฝ้าระวัง การคุมประพฤติ และการฟื้นฟู
ผมขอเน้นย้ำว่า การป้องกันอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้อาศัยเพียงบทลงโทษที่รุนแรงเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ การสืบสวนที่รวดเร็ว กระบวนการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม และระบบติดตามผู้กระทำผิดที่มีความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เมื่อองค์ประกอบทั้งสี่ทำงานร่วมกัน จึงจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน เพราะ "ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงของโทษ แต่อยู่ที่ความแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกับทุกคน"
ผมจึงขอเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมกันสื่อสารข้อมูลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อารมณ์ของกระแสสังคมระยะสั้น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในเวทีโลกครับ








