วันที่ 23 ก.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “สภาไม่ใช่สนามเด็กเล่น” สามารถ สับ ไอลอว์-พรรคประชาชน อ่อนหัด ไร้นิติวิธี เมินญัตติ ม.151 แถลงลอยๆ หวังแค่กระแส
หลักนิติธรรมกับกลไกรัฐสภา: วิเคราะห์พฤติการณ์ “iLaw - พรรคประชาชน” ในมุมมองรัฐศาสตร์และกฎหมายอาญา
โดย สามารถ เจนชัยจิตรนิช (ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย / อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม / ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์)
โบราณท่านว่า “ให้เคาะขวานดูเนื้อไม้ ให้พิจารณาคนดูที่กระทำ”
ในฐานะผู้ศึกษากฎหมายทั้งในระดับนิติศาสตร์และ ตลอดจนทำงานในกระบวนการยุติธรรมและทำงานการเมืองมาโดยตลอด เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ที่คุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ (ผอ.iLaw) ร่วมกับ สส.พรรคประชาชน ตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่สภา กล่าวหาพรรคภูมิใจไทย นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือกตั้ง สว. นั้น มีประเด็นทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และกระบวนการยุติธรรมที่ต้องพิจารณาอย่างรัดกุม ดังนี้ครับ
1. การละเลยกลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 (มุมมองรัฐศาสตร์)
ในระบบรัฐสภา (Parliamentary System) การตรวจสอบฝ่ายบริหารที่ทรงประสิทธิภาพและมีข้อยุติที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือการใช้กลไกตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 151 (การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ)ในสมัยประชุมที่ผ่านมาคือที่พึ่งจะปิดไปไม่กี่วันที่ผ่าน และ ถือว่าเป็น หลักดุลยภาพแห่งอำนาจ (Checks and Balances) เวทีสภาจะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหา ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ได้ใช้สิทธิ์ชี้แจงและหักล้างข้อกล่าวหาทันทีตามหลัก Audi Alteram Partem (การรับฟังคู่ความทุกฝ่าย)
ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ (Public Accountability): การอภิปรายผ่านการถ่ายทอดสด สร้างการรับรู้แก่ประชาชนอย่างรอบด้านและเป็นธรรม โดยไม่จำเป็นต้องสร้างภาระคดีความนอกศาล
การคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สส. ผู้ปฏิบัติหน้าที่ย่อมได้รับการคุ้มครองด้วย เอกสิทธิ์สมาชิกรัฐสภา และข้อมูลจากการอภิปรายก็สามารถนำไปยื่นต่อ ป.ป.ช. เพื่อเข้าสู่กระบวนการไต่สวนตามกฎหมายต่อไปได้
โบราณว่า “มีบึงไม่จับปลา กลับไปงมน้ำในกะลา” การปล่อยปะละเลยช่องทางตามรัฐธรรมนูญ แล้วเลือกใช้วิธีตั้งโต๊ะแถลงข่าวนอกห้องประชุมสภา จึงเป็นกลยุทธ์ที่ไร้ประสิทธิภาพในทางรัฐศาสตร์ และสะท้อนว่ามุ่งเน้นการสร้างกระแสทางสื่อ มากกว่าการตรวจสอบตามกระบวนการประชาธิปไตย
2. ขอบเขตการคุ้มครองตาม มาตรา 329 และข้อเท็จจริงเรื่อง Anti-SLAPP (มุมมองนิติศาสตร์)
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) บัญญัติคุ้มครองการแสดงความคิดเห็น หรือข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม หรือเพื่อประโยชน์แก่สาธารณะ อย่างไรก็ดี ในทางนิติวิธีและบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกา การจะได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้นั้น "ต้องมีมูลฐานข้อเท็จจริงอันฟังได้และพอเพียงแก่การเชื่อถือโดยสุจริตในขณะที่กระทำ"
ภาษิตกฎหมายกล่าวไว้ชัดเจนว่า “ผู้ที่ขอความยุติธรรม ต้องมาด้วยมือที่สะอาด” (He who comes into equity must come with clean hands) การอ้างข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยการป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) ไม่ใช่เกราะป้องกันแบบเหมาเข่งสำหรับการยืนยันข้อเท็จจริงใส่ความบุคคลอื่นต่อสาธารณชนโดยไร้พยานหลักฐานเชิงประจักษ์ หากไม่มีพยานหลักฐานประกอบการแถลงข่าว การกระทำดังกล่าวย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการตกลงเป็นจำเลยในคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตาม ป.อ.มาตรา 328
3. โหนกระแสด้วยทนายที่มีคดีติดตัวและถูกคุมขังอยู่ : หวังคอนเทนต์มากกว่าผลลัพธ์ทางกฎหมาย
สิ่งที่สะท้อนเจตนาอย่างแท้จริงคือ การพยายามดึงเอา อานนท์ นำพา ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุกในคดีร้ายแรง รวมถึงยังมีอีกหลายคดีติดตัว นำมาโหนเป็นประเด็นอ้างอิงทางกฎหมาย
นี่คือหลักฐานเชิงพฤติกรรมที่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า “ไม่ได้มุ่งหวังผลลัพธ์ทางคดี แต่มุ่งหวังเพียงแค่คอนเทนต์และกระแสทางการเมือง” เข้าตำรา “หวังน้ำบ่อหน้า แต่ดึงคนจมน้ำมาร่วมแจว” คือการใช้บุคคลที่มีมลทินและถูกศาลตัดสินจำคุกแล้วมาขับเคลื่อนเรื่องความยุติธรรม นอกจากจะไร้ความน่าเชื่อถือในทางนิติวิธีแล้ว ยังทำให้สังคมเห็นไส้เห็นพ้องว่าทำไปเพียงเพื่อสร้างคอนเทนต์เรียกกระแสโซเชียลเท่านั้น
4. เงื่อนไขความผิดฐานแจ้งความเท็จและกลั่นแกล้งทางอาญา (ม. 172, 174, 175)
หากคุณยิ่งชีพบริสุทธิ์ใจในการตรวจสอบ ขอสนับสนุนให้เดินทางไป ยื่นคำร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนหรือ DSI หรือ ปปช เพื่อนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนการสอบสวนอย่างเป็นทางการ
แต่ในทางกฎหมายอาญา ข้อควรระวังสำคัญคือ:
หากเป็นการแถลงข่าวนอกกระบวนการ ความรับผิดจำกัดเพียงคดีหมิ่นประมาท (โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี) แต่หากนำข้อเท็จจริงไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน โดยที่ “รู้อยู่แล้วว่าข้อความนั้นเป็นเท็จ” หรือมีเจตนาพิเศษเพื่อกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นต้องรับโทษทางอาญา จะเข้าองค์ประกอบความผิดฐาน แจ้งความเท็จ (มาตรา 172) และ กลั่นแกล้งให้ผู้อื่นรับโทษทางอาญา (มาตรา 174, 175) ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี ถึง 10 ปี
ดังสุภาษิตที่เตือนสติไว้ว่า “ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว” หากเล่นเกมไม่ระวัง นำข้อความเท็จไปแจ้งความอาญา จากผู้ร้องเรียนอาจกลายเป็นผู้ต้องหาเสียเอง
5. การใช้สิทธิ์ทางศาลโดยสุจริตของพรรคภูมิใจไทย
การที่พรรคภูมิใจไทย นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิง ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ถือเป็นการ ใช้สิทธิ์โดยสุจริตตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อปกป้องเกียรติยศและชื่อเสียง การกระทำดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายทุกประการ เข้าตำรา “คมในฝัก” ที่เมื่อถึงเวลาจำเป็น ย่อมต้องใช้กฎหมายมาปกป้องป้องปราม ไม่ให้ใครใช้ข้ออ้างภาคประชาสังคมมาดิสเครดิตทางการเมืองโดยปราศจากพยานหลักฐาน
บทสรุปทางนิติศาสตร์
ภาษิตกฎหมายโรมันระบุไว้ว่า “ผู้กล่าวหา ต้องมีภาระในการพิสูจน์” (Affirmanti non neganti incumbit probatio) และหลักนิติธรรม (Rule of Law) กำหนดให้การตรวจสอบการกระทำผิด ต้องขับเคลื่อนด้วย พยานหลักฐานอันฟังได้ตามกฎหมาย (Admissible Evidence) และ กระบวนการอันชอบด้วยกฎหมาย (Due Process of Law)
การตรวจสอบที่แท้จริงต้องพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานในชั้นศาลและองค์กรอิสระ ไม่ใช่การตัดสินด้วยกระแสสังคมผ่านการแถลงข่าวโหนคนในเรือนจำครับ
ดังนั้น การที่พรรคภูมิใจไทย จะดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อรักษาสิทธิ์ ปกป้องชื่อเสียง เกียรติยศ ของทั้งองค์กรพรรค รวมไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกคนที่ถูกกล่าวหาลอยๆ จึงเป็นการกระทำที่ ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ และผมขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ครับ... เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่ และเพื่อสร้างบรรทัดฐานแก่สังคมว่า 'การตรวจสอบต้องทำด้วยพยานหลักฐานและความรับผิดชอบ ไม่ใช่ทำด้วยปากและกระแสโซเชียล"








