วันที่ 8 มิ.ย.69 อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง และประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า โพสต์ข้อความว่า ปมเงื่อนไขลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี ทำให้พ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลายเป็นประเด็นร้อนจน การที่นายกออกมาสั่งการด่วน รื้อเกณฑ์ใหม่ สร้างความอุ่นใจให้กับประชาชน มากกว่าที่รมว.คลังบอกว่ากำลังดูอยู่
..
วิธีการสื่อสารของคลังที่ว่ากำลังคัดเลือกระหว่าง
“คนยากจน กับคนอยากจน” ฟังดูคม
แต่เป็นการสื่อสารที่ให้ผลลัพธ์เชิงปฏิปักษ์ระหว่างรัฐกับประชาชน เพราะคนอยากจนก็คือคนไทยที่อยากได้รับสิทธิ์ ส่วนคนจนก็ถูกมองอย่างคลางแคลงใจว่า จนจริงหรือเปล่า ทั้งๆ ที่ลำบากเลือดตาแทบกระเด็น
..
รัฐต้องปรับการสื่อสารให้เป็นมิตรกว่านี้ พร้อมๆ กับการปลุกจิตสำนึกของผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ให้มีความเห็นอกเห็นใจคนจนจริงๆ และออกกฎที่ยืดหยุ่นสำหรับผู้ที่อาจถูกตัดสิทธิ์ เช่น ให้มีกระบวนการคัดกรองรอบ 2 สำหรับผู้ไม่ได้สิทธิ์รอบแรก
..
มิติหนึ่งของการบริหารประเทศ คือการบริหารความเดือดร้อนของประชาชน การที่นายกรับฟังเสียงประชาชน เป็นการบริหารที่ฉลาด เพราะแม้เพียงการรับฟัง แล้วหาทางแก้ไขก็จะเพิ่มอายุให้รัฐบาล แล้วยิ่งหากแก้ปัญหาอย่างจริงใจ สม่ำเสมอต่อเนื่อง ก็จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ
..
อย่ามองเสียงเรียกร้องของประชาชนหรือสื่อเป็นฝั่งตรงข้าม หากทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อคนหมู่มากได้ มันคือการสะสมฐานเสียงให้แก่พรรคสีน้ำเงิน แต่หากได้แค่รับฟังแล้วไม่จริงใจต่อการแก้ปัญหา ก็จะทำให้ประชาชนรู้สึกถูกหลอก ซึ่งความเสียหายต่อรัฐบาลจะรุนแรงมากจนไม่อาจต้านทานได้
..
การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจที่ดีที่สุดเริ่มต้นที่การรับฟัง
ฟังโดยตัดคำด่าทอออกไป แล้วโฟกัสมาที่วิธีการแก้ปัญหาด้วยความจริงใจ ไม่ใช่แบบการซื้อเวลาเพื่อลดอุณหภูมิทางการเมือง
ที่ผ่านมา นายกอนุทินลงมาแก้ปัญหาที่ถูกละเลยมานาน ทั้งเรื่องเขมร ปราบนอมินีทุกรูปแบบ โครงสร้างราคาน้ำมัน เรื่องการยึดครองเกาะพะงัน ภูเก็ต ของต่างชาติ ยกเลิกฟรีวีซ่า พืชผลทางการเกษตร มีแผนนำวิชาประวัติศาสตร์กลับมา เรื่องเหล่านี้คือปัญหาใหญ่ทั้งสิ้น
..
รัฐต้องรายงานความคืบหน้าการลงไปแก้ไขปัญหา
เป็นระยะๆ โดยไม่ซื้อเวลา
เรื่องใดที่ถูกคัดค้านอย่างมีเหตุผลอันมิอาจโต้แย้งได้ ต้องระงับ
หากยึดผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลัก
รัฐบาลสีน้ำเงินอยู่ครบเทอมแน่นอน








