โอนทำบุญตามเพจ บุญไม่เท่าไปเอง! "อ.อัจฉราวดี" เผยความจริงตามพระไตรปิฎก-ชี้ปมคาใจ "ใส่บาตรแล้ววัดทิ้ง" ควรหยุดไหม?
เมื่อวันที่ 31 พ.ค.69 อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง และประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า โพสต์ข้อความว่า
เมื่อวานนี้อาจารย์ติดงานสำคัญทั้งวัน เลยไม่ได้โพสต์เรื่องธรรมะ เรื่องการบ้านการเมือง อันไหนที่ควรเขียนถึงแล้วไม่ได้เขียนไม่ใช่เพราะคิดนาน แต่ไม่มีเวลา
จริงๆ อยากมีเรื่องสื่อสารแต่วันนี้วันพระใหญ่ เดี๋ยวตอนเย็นจะไปเวียนเทียนด้วย จึงขอละเว้นเขียนเรื่องการเมือง 1 วันให้จิตผ่องใส รับบุญกุศลในวันวิสาขบูชานะคะ
ขอตอบคำถามธรรมะที่มีผู้ที่ถามมาดังนี้
..
การขอขมาให้สัมฤทธิ์ผล ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตามต้องเกิดจากใจที่สำนึกผิดอย่างแท้จริง
เพราะกระแสจิตที่เกิดสำนึกผิดชอบชั่วดีขึ้นมา จะเป็นพลังธรรมที่ผู้ได้รับคำขอขมาสัมผัสได้ และย่อมให้อภัย ก็จะทำให้วิบากกรรมในส่วนของเจ้ากรรมนายเวร บรรเทาลง แต่ส่วนของกฎแห่งกรรม ทำสิ่งได้ย่อมได้สิ่งนั้นยังคงอยู่ แต่ก็จะลดความรุนแรงลงในการส่งผลเช่นกัน เพราะความสำนึกผิดคือแรงบุญที่จะช่วยบรรเทาบาป
การขอขมาเพราะกลัวบาปโดยไม่สำนึกผิด จะช่วยอะไรไม่ได้นัก เพราะเหมือนการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น
.
สำหรับการทำผิดต่อพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูป ควรมีพานมาลัยหรือดอกไม้ไปด้วย และต้องไปจัดหาเองอย่างประณีต เพราะแสดงถึงความตั้งใจจริง และจะช่วยยกจิตให้อยู่ในฝั่งกุศลได้อย่างยาวนาน เมื่อน้อมขอขมาแล้วจะยิ่งสัมฤทธิ์ผล
การเปล่งวาจาขอขมา ให้พูดจากใจ ไม่ต้องใช้โพย การใช้โพยจะทำให้ความรู้สึกที่แท้จริงไม่ออกมาอย่างเต็มที่ ให้กล่าวในใจหรือพูดออกเสียงเบาๆ อย่างสุภาพโดยสาระ 3 ประการคือ 1.ทำผิดเรื่องอะไร 2. สำนึกขึ้นมาได้อย่างไร 3. น้อมขอขมาอย่างจริงใจและนอบน้อม
ในกาลก่อนมีพระอรหันต์หลายรูปที่ก่อนจะบรรลุธรรม ก็เคยด่าว่าปรามาสพระพุทธเจ้ามาก เพราะความหลงผิด ต่อเมื่อจิตเกิดความตื่นรู้จากการสอนสั่งของพระพุทธเจ้า ก็น้อมขอขมาเมื่อปฏิบัติธรรมแล้วก็บรรลุเป็นพระอรหันต์
..
แต่ละคนมีจริตไม่เหมือนกัน คนที่ไม่มีความเข้มแข็งในการบำเพ็ญเพียร ก็มักไปหาเครื่องย้อมใจว่าตนได้ทำอะไรดีๆ ขึ้นมา จึงเป็นที่มาส่วนหนึ่งของพิธีกรรมอันเยิ่นเย้อ ยืดเยื้อ จนสาระสำคัญของการวางจิตหายไป
..
ถาม การที่เราโอนเงินทำบุญตามเพจต่างๆ ที่โพสต์บอกบุญในเฟซบุ๊ก เช่น การไถ่ชีวิตโคกระบือ บุญที่จะเกิดขึ้นนั้นเทียบเท่ากับการพาตนไปทำถึงที่เองเพื่อรับกระแสบุญเต็ม ๆ หรือไม่
..
ตอบ : บุญที่ได้ย่อมไม่เท่ากัน เพราะความพยายามในการประกอบบุญและปีติที่ไม่เท่ากัน
แม้เจตนาจะทำทานมี แต่ความปีติในบุญย่อมไม่เท่ากับการเข้าไปร่วมอยู่ในห้วงกระแสแห่งการประกอบบุญ เช่น ไม่ได้ถวายเองด้วยตน ไม่ได้ฟังคำอธิษฐาน ไม่ได้ฟังคำอำนวยพรด้วยตน เหล่านี้เป็นกระแสที่ทำให้จิตเกิดปีติ
เช่น คนที่เคยไปไถ่ชีวิตโคกระบือ เวลาไปจะเห็นแววตาสัตว์ที่น่าสงสาร บางตัวก็มีน้ำตาไหลออกมา ยิ่งทำให้จิตเมตตาสงสาร ตอนทำบุญจิตก็ยิ่งเป็นสุขว่าได้ช่วยชีวิตผู้อื่น ซึ่งสุขนั้นคือ ปีติ
ตามหลักเจตนาในการทำบุญตามพระไตรปิฎก การทำบุญต้องประกอบด้วยเจตนาครบ 3 กาล คือ
1.ปุพพเจตนา (ก่อนทำบุญ) ต้องมีจิตเลื่อมใสในบุญนั้น
2. มุญจนเจตนา (ขณะที่ทำบุญ) ต้องมีจิตยินดีในบุญนั้น
3. อปรเจตนา (หลังทำบุญแล้วเกิดความปลื้มใจ) นึกถึงทีไรก็ปลื้มใจ
หากเจตนาครบก็จะทำให้อานิสงส์มาก การไม่ได้มีส่วนร่วมขณะประกอบบุญ ทำให้จิตที่ยินดีในบุญย่อมน้อย และเมื่อทำแล้วความปลื้มใจก็ย่อมน้อยไปด้วย
เรามักได้ยินคำว่า "อิ่มเอิบในบุญ" คำคำนี้จะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อทำครบทั้ง 3 กาล จิตจึงเต็มตื้นอิ่มเอิบในบุญ แต่หาใช่ว่าเมื่อเป็นดังนี้แล้วจะไม่ร่วมทำบุญต่างๆ ที่ไม่ได้ไปเอง ขึ้นชื่อว่ามีเจตนาที่เป็นกุศล ยังไงก็ย่อมเกิดผลเป็นบุญเช่นกัน
--------------------------
มีผู้ถามทาง Inbox ว่า มีเรื่องไม่สบายใจที่จากการที่ใส่บาตรทุกเช้า ต่อมาไปทำบุญที่วัดทราบว่ามีอาหารเหลือจากการใส่จำนวนมาก ทางวัดจึงเอาอาหารไปเลี้ยงหมาบ้าง ทิ้งบ้าง ถามว่าหากจะยุติการใส่บาตรแล้วไปบริจาคทานอย่างอื่นบ้างเช่น ช่วยผู้ขาดแคลนจริงๆ จะดีมั้ย
..
ตอบดังนี้ว่า การจะใส่บาตรทุกวันดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพื้นที่และภูมิลำเนาที่อยู่อาศัยด้วย เพราะหากเป็นวัดที่ห่างไกลไม่ค่อยมีคนใส่บาตร พระท่านก็ต้องอาศัยโยมเช่นกัน แต่กรณีนี้แสดงว่า มีผู้ใส่บาตรเยอะแล้ว ก็เว้นบ้างก็ดี ไม่ต้องทำทุกวัน แล้วเจียดเงินไปทำทานแก่ผู้ยากไร้ ก็จะเป็นทางสายกลางและเกิดประโยชน์ครบถ้วน
ไม่ต้องไปเสียใจที่อาหารเหลือนำไปให้สุนัข เพราะเมื่อเราตั้งจิตถวาย อานิสงส์ก็แล้ว สุนัขก็หิวเช่นกัน อาหารที่ทำไปก็ได้เกื้อกูลหลายระดับ
..
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
31 พฤษภาคม 2569








