เมื่อวันที่ 28 พ.ค.69 ทนายพัฒน์ อนุสรณ์ หรือ ทนายพัฒน์ เจ้าของเพจ "ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026" โพสต์ข้อความระบุว่า ลักษณะการซื้อทุเรียนของอาจารย์เบียร์ เรียกว่า “ซื้อขายแบบเหมา ผสมกับ การซื้อขายตามคำพรรณนา”
แบบเหมา คือ อาจารย์เบียร์รับซื้อทั้งหมด โดยได้เห็นทุเรียนบางส่วน แต่ไม่ได้ตรวจสอบทุเรียนทั้งหมด ซึ่งทุเรียนก็จะมีทั้งแบบเกรด A เกรด B และแบบเกรดอี่ๆปะปนและรวมกันอยู่ แต่ไม่ได้ตรวจสอบหรือคัดเลือก แต่จะเอาทั้งหมดเท่าที่เห็น ส่วนที่ไม่เห็นก็ไม่ติดใจอะไร แบบนี้เรียกว่า “เหมา” หรือ “ซื้อขายแบบตามสภาพที่เห็น”
แบบพรรณนา คือ เจ้าของทุเรียนบอกว่าทุเรียนของตนเองส่วนใหญ่จะมีเป็นแบบเกรด A เกรด B แต่ก็จะมีทุเรียนเกรดอื่นๆปะปนอยู่ด้วย โดยที่อาจารย์เบียร์ไม่เห็นทุเรียนมาก่อนเลย แต่เชื่อคำพรรณนาของคนขาย หรืออาจจะเห็นบ้างแต่ก็เห็นแบบบางส่วน หรือเห็นแต่เฉพาะแบบเกรด A เกรด B ส่วนที่ไม่เห็นก็เชื่อตามคำพรรณนาว่าเป็นแบบเกรด A เกรด B เช่นกัน
การซื้อแบบพรรณนา จึงมีความแตกต่างจากการซื้อแบบเหมา ตรงที่
ซื้อแบบเหมา “ได้เห็นสินค้าบ้าง แต่ไม่ได้เห็นทั้งหมด ส่วนที่ไม่เห็นไม่ติดใจ”
เทียบ คำคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3582/2537
“เมื่อการซื้อขายทรัพย์สินเป็นการซื้อขายแบบเสร็จเด็ดขาด โดยที่ผู้ซื้อได้เห็นทรัพย์สินตามสภาพที่เป็นอยู่จริงแล้ว แม้ว่าผู้ขายจะได้มีการพรรณนาอยู่ด้วยก็ตาม แต่เมื่อผู้ซื้อได้เห็นทรัพย์สินและมีโอกาสตรวจสอบได้ ผู้ซื้อจะปฏิเสธไม่ชำระราคาโดยไปอ้างว่าไม่ตรงกับการพรรณนาไม่ได้ เพราะเป็นการซื้อขายตามสภาพที่ได้เห็นของจริงแล้ว”
ซื้อแบบคำพรรณนา “ไม่ได้เห็นสินค้าเลย แต่เชื่อคำพรรณนาทั้งหมด”
เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9157/2539
“การขายตามคำพรรณนาคือการขายที่ผู้ซื้อไม่ได้เห็นหรือตรวจตราทรัพย์สินที่ขาย แต่ตกลงซื้อโดยเชื่อถึงคำบรรยายถึงลักษณะรูปพรรณสัณฐานและคุณภาพของทรัพย์สินนั้นตามที่ผู้ขายบอกหรือบรรยายไว้และแม้บางกรณีผู้ซื้อจะได้เห็นทรัพย์สินนั้นแล้วแต่หากยากแก่การที่จะตรวจตราถึงคุณภาพได้และผู้ซื้อตกลงซื้อโดยอาศัยคำบรรยายของผู้ขายเป็นหลักก็เป็นการขายตามคำพรรณนาเช่นกัน”
ดังนั้น ข้อมูลที่อาจารย์เบียร์ รู้จาก คนขายทุเรียน คือ
1. เขาขายแบบเหมายกสวน
2. เขาอ้างว่าทุเรียนในสวนของเขาเป็นแบบเกรด A เกรด B เป็นส่วนใหญ่
3. แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีแต่แบบเกรด A เกรด B เท่านั้น แต่จะมีเกรดอื่นๆปะปนด้วย
4. อาจารย์เบียร์ ทราบอยู่ก่อนว่า ทุเรียนที่ซื้อเป็นแบบเหมายกสวน
5. การเหมายกสวนก็หมายความว่า จะต้องมีทุเรียนหลายเกรดปะปนกันอยู่
6. เพียงแต่อาจารย์เบียร์เชื่อว่า จะมีแบบเกรด A เกรด B มากที่สุด
7. แต่สุดท้ายมีเกรดอื่นๆมากกว่าแบบเกรด A เกรด B
ดังนั้น การซื้อขายทุเรียนของอาจารย์ กับ เจ้าของ ทุเรียน จึงมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลักๆอย่างน้อย 2 มาตรา คือ
มาตรา 465 (1) ของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า
“ในการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ หากผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่าที่ได้สัญญาไว้ ผู้ซื้อสามารถบอกปัดไม่รับทรัพย์สินได้ แต่ถ้าผู้ซื้อไม่บอกปัดแต่ยอมรับทรัพย์สินนั้นไว้ ผู้ซื้อก็ต้องชำระราคาตามที่สัญญาไว้ ”
และอีกมาตราคือ
มาตรา 503 ของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า
“ในการขายทรัพย์สินตามคำพรรณนานั้น ผู้ขายจะต้องส่งมอบทรัพย์สินให้ตรงตามคำพรรณนา”
ดังนั้น ถ้าเจ้าขอทุเรียนส่งทุเรียนไม่ตรงตามคำพรรณนา อาจารย์สามารถปฏิเสธไม่รับ และไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือหรือทั้งหมดได้ ถ้ามีการชำระราคาไปแล้ว ก็เรียกคืนได้ เพราะถือว่า “ผิดสัญญาซื้อขายตามคำพรรณนา”
แต่ถ้าอาจารย์เบียร์ รับทุเรียนไว้ทั้งหมด ทั้งที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามคำพรรณนา โดยไม่ยอมปฏิเสธในเวลาที่รับไว้และเห็นว่าไม่เป็นไปตามคำพรรณนา อาจารย์เบียร์ก็จะต้องรับผิดชดใช้ราคาทุเรียนตามที่ทำสัญญาไว้ จะกลับมาอ้างในภายหลังว่าไม่ได้ส่งทุเรียนให้ตามที่พรรณนา เพราะถือว่าอาจารย์เบียร์ได้ทราบแล้วว่าเป็นการส่งทุเรียนที่ไม่ตรงตามคำพรรณนา แต่อาจารย์เบียร์กลับรับเอาไว้ทั้งที่สามารถปฏิเสธได้ เมื่อไม่ปฏิเสธตั้งแต่ต้น จะกลับมาปฏิเสธในภายหลังไม่ได้ และจะต้องชำระ “ราคาเต็ม” ตามจำนวนที่ตกลงไว้
ตามข่าวเหมือนว่าอาจารย์เบี้ยยอมรับเอาทุเรียนไว้ทั้งหมด แม้จะรู้ว่าทุเรียนที่ส่งมานั้น ไม่ได้เป็นแบบที่พรรณนาไว้ คือไม่ได้มีแบบเกรด A เกรด B เป็นส่วนใหญ่ แต่กลับพบว่า แบบเกรด A เกรด B กลับมีเป็นส่วนน้อย เมื่ออาจารย์ยอมรับไว้ในลักษณะยอมขาดทุนเอง ก็เข้ากับข้อกฎหมาย มาตรา มาตรา 465 (1) ดังนั้น อาจารย์จึงต้องชดใช้ราคาตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา
ถ้าอาจารย์เบียร์ ไม่ต้องการรับไว้ ก็สามารถปฏิเสธได้ แต่เมื่อไม่ปฏิเสธ แต่ประสงค์ที่จะรับไว้ก็ต้องชำระราคาตามสัญญาตั้งแต่แรก ไม่อาจจะขอชำระราคาลดลงตามสัดส่วนของเกรดของทุเรียนได้ เพราะถ้าไม่รับไว้ก็ต้องปฏิเสธเลยทั้งหมด แต่ถ้ารับไว้ทั้งหมดก็ต้องชำระราคา จะขอลดราคาลงมาไม่ได้ เรียกว่า “ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง”
แต่ถ้าเป็นคดีความกันในชั้นศาลแล้ว ศาลมีอำนาจลดราคาให้อาจารย์เบียร์ได้ โดยอาศัยอำนาจ ตามพระราบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เพราะหากข้อสัญญาใดไม่เป็นธรรม เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน ศาลย่อมใช้อำนาจลดลงได้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่สัญญา แต่ศาลจะเพิกถอกสัญญาไม่ได้ ทำได้เพียงปรับให้สัญญาเกิดความเป็นธรรมแก่คู่สัญญาเท่านั้น
เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7630/2568
“ข้อตกลงหรือสัญญาใดก็ตาม ถ้าทำให้เกิดผลเป็นการทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่เป็นธรรม ศาลย่อมมีอำนาจปรับ ความรับผิดของแต่ละฝ่ายให้เกิดความเป็นธรรมได้ โดยอาศัยอำนาจตาม พระราบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 40 ”
ดังนั้น ถ้าอาจารย์จะขอไม่ชำระราคาทั้งหมด แต่จะขอชำระราคาบางส่วนตามคุณภาพและเกรดของทุเรียน ก็ยังคงสามารถทำได้แม้ว่าอาจารย์เบียร์จะไม่ปฏิเสธการรับทุเรียนก็ตาม แต่วิธีการทำก็คือต้องรอให้อีกฝ่ายฟ้องเป็นคดีต่อศาล แล้วค่อยขอให้ศาล ใช้อำนาจ ตามพระราบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ลดราคาลงมาตามความเป็นธรรม
ทั้งนี้ การวินิจฉัยให้แม่นยำขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ครบถ้วนและฟังข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่าย รวมถึง คำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดเท่านั้นที่จะไม่ใช่ว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก
#ทนายพัฒน์ #ทนายเมียหลวง #อาจารย์เบียร์ #ดราม่าทุเรียน #ซื้อขายทุเรียน #กฎหมายแพ่ง #ข่าววันนี้ #ทุเรียน #คดีทุเรียน #เมียหลวง2026 #ข่าวโซเชียล








