วันที่ 19 พ.ค.69 ทนายพัฒน์ อนุสรณ์ หรือ ทนายพัฒน์ เจ้าของเพจ "ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026" โพสต์ข้อความระบุว่า...
กรณีของคุณ ท. จากรายการดังวันนี้และจากหลาย ๆ แห่ง จะมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 4 ประเด็น คือ
ประเด็นที่ 1. ความรุนแรงในครอบครัว ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550
ประเด็นที่ 2. การล่วงละเมิดทางเพศโดยบุคคลในครอบครัว และโดยพี่เลี้ยง
ประเด็นที่ 3. การว่าจ้างให้ล่วงละเมิดทางเพศ (หากมี)
ประเด็นที่ 4. การฟ้องเรียกที่ดินคืนเพราะเหตุเนรคุณ โดยเอาพี่ชายมาเป็นพยาน
สำหรับประเด็นที่ 1. ความรุนแรงในครอบครัว
เป็นไปตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550
การล่วงละเมิดทางเพศของบุคคลในครอบครัว ถือว่าอยู่ในความหมายของคำว่า “ความรุนแรงในครอบครัว” เพราะหมายถึงการกระทำต่างๆที่กระทบต่อร่างกายหรือจิตใจหรือสุขภาพ ซึ่งการถูกล่วงละเมิดทางเพศกระทบทั้งร่างกาย จิตใจ และสุขภาพอย่างแน่นอน สำหรับคำว่า “บุคคลในครอบครัว” มีความหมายกว้างขวางมาก เพราะหมายถึง “สมาชิกในครอบครัว” ดังนั้น กรณีของ คุณ ท. จึงอยู่ในความหมายของคำว่าความรุนแรงในครอบครัว
เหตุที่ประเด็นความรุนแรงในครอบครัวเป็นประเด็นอ่อนไหว เพราะว่าในกฎหมาย ได้ระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า ห้ามเผยแพร่ หรือโฆษณา เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวต่อสาธารณะ
มาตรา 9 บัญญัติว่า “เมื่อมีเหตุความรุนแรงภายในครอบครัวเกิดขึ้น และมีการแจ้งเจ้าหน้าทีหรือมีการดำเนินคดีทางอาญากันแล้ว ห้ามมิให้ลงพิมพ์ ลงโฆษณา หรือเผยแพร่ต่อสาธารณะไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว ข้อมูลใดๆ อันน่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ความผิดทางอาญาที่ เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลในครอบครัว กับ บุคคลในครัวครอบ นอกจากจะเป็นความผิดตามฐานความผิดที่กระทำแล้ว ก็ยังเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ด้วยทุกครั้ง เช่น พ่อ ทำร้ายร่างกายลูก นอกจากจะเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตาม ประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ก็ยังเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 อีกด้วย
ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 234/2567
“จำเลยเป็นบุคคลในครอบครัว กระทำชำเราเด็กชายซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวทางทวารหนักและมีการทำร้ายร่างกายเด็กชายจนเสียชีวิต ถือว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย และถือว่าจำเลยกระทำความผิด ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550”
ดังนั้น ถ้าเป็นเรื่องประเด็นความรุนแรงในครอบครัว การทำข่าวก็มักจะต้องปกปิดตัวละครที่เป็นบุคคลภายในครอบครัวทั้งหมด แม้ว่าคนในสังคมจะรับรู้ว่าหมายถึงครอบครัวใดก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะกฎหมายถือว่าถ้าเปิดเผยก็จะมีความผิด โดยไม่สนใจว่าคนทั่วไปจะรับรู้หรือไม่
ประเด็นที่ 2. การล่วงละเมิดทางเพศโดยบุคคลในครอบครัว และโดยพี่เลี้ยง
ประเด็นนี้เป็นเรื่องของความผิดทางเพศ และความผิดอนาจาร เนื่องจากการใช้ “ปาก” กับ “อวัยวะเพศ” ถือว่าเป็นการ “กระทำชำเรา” ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่
ตาม มาตรา 1 (18) ที่บัญญัติว่า “กระทำชำเรา หมายความว่า การใช้อวัยวะเพศ ล่วงล้ำอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก หรือช่องปาก หรือการกระทำโดยการใช้อวัยวะอื่นใดกระทำหรือล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศหรือทวารหนัก ” โดยกฎหมายมีการแก้ไข ปี พ.ศ.2568
ดังนั้น แม้เป็นการใช้ “ปาก กับ อวัยวะเพศ” ก็อยู่ในความหมายของคำว่า “กระทำชำเรา”
ถ้าผู้ถูกกระทำไม่ได้ยินยอม ผู้กระทำก็จะมีความผิดฐาน “ข่มขืนกระทำชำเรา” ตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ผู้นั้นกระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 8 หมื่นบาท ถึง 4 แสนบาท”
เนื่องจากยังไม่มีคดีที่ถึงศาลฎีกา ที่เป็นคดีตามกฎหมายใหม่ ดังนั้น ถ้าเป็นการทำผิดก่อนมีการแก้ไขกฎหมาย การกระทำระหว่าง “ปาก กับ อวัยวะเพศ” ก็จะเป็นเพียงอนาจาร แต่หากกระทำหลังปี พ.ศ.2568 การกระทำระหว่าง “ปาก กับ อวัยวะเพศ” ก็จะเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราได้
ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9087/2568
“จำเลยเป็นผู้เริ่มต้นก่อนโดยเข้ามาจูบปากจำเลยและใช้ปากกับอวัยวะเพศของจำเลย การกระทำในส่วนนี้ของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจาร”
** คดีนี้เป็นฎีกาล่าสุด แต่เป็นฎีกาตามกฎหมายเดิม ดังนั้น ศาลจึงตัดสินว่าเป็นอนาจาร ไม่ใช่กระทำชำเรา
ประเด็นที่ 3. การว่าจ้างให้ล่วงละเมิดทางเพศ (หากมี)
ถ้ามีการว่าจ้างให้คนไปล่วงละเมิดทางเพศจริง ผู้ว่าจ้างก็จะมีความผิดโดยถือว่ามีฐานะเป็น “ผู้ใช้ให้กระทำความผิด” ตามมาตรา 84 ของ ประมวลกฎหมายอาญา โดยความผิดของผู้ใช้แบ่งเป็น 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1. เมื่อใช้ให้ไปกระทำความผิดแล้ว ก็ถือว่ามีความผิดทันที่ที่มีการใช้กันเสร็จแล้ว โดยไม่สนใจว่าผู้ถูกใช้จะได้ไปกระทำผิดตามที่ถูกใช้หรือไม่ แต่กฎหมายให้รับโทษเพียง “1 ใน 3 ของโทษที่กำหนดไว้”
กรณีที่ 2. ถ้าผู้ถูกใช้ได้ไปกระทำความผิดตามที่ถูกใช้เรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้ต้องรับโทษเท่ากับผู้ถูกใช้หรือเรียกว่า “รับโทษเสมือนตัวการ” ถ้าผู้ถูกใช้ถูกลงโทษเท่าไหร่ ผู้ใช้ก็ต้องรับโทษเท่านั้น
ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3979/2564
“จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 กระทำความผิด เมื่อจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามที่สั่งแล้ว จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 84”
ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7639/2562
“การที่จำเลยเป็นผู้ก่อให้บุคคลภายนอกกระทำการอันเป็นความผิด จำเลยจึงเป็นผู้ใช้ตาม ป.อ. มาตรา 84 การก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด อาจจะทำด้วยการใช้ การบังคับ การขู่เข็ญ การว่าจ้าง หรือยุยงสงเสริมก็ได้ทั้งนั้น”
ดังนั้น ถ้ามีบุคคลในครอบครัว ว่าจ้างให้บุคคลภายนอกไปกระทำการล่วงละเมิดทางเพศกับบุคคลในครอบครัว ผู้นั้นย่อมเป็นความผิดฐานเป็นผู้ใช้ และถือว่ามีความผิดในทันทีที่มีการใช้กัน แม้ว่าผู้ถูกใช้จะยังไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกใช้ก็ตาม
ประเด็นที่ 4. การฟ้องเรียกที่ดินคืนเพราะเหตุเนรคุณ โดยเอาพี่ชายมาเป็นพยาน
เนื่องจาก การคุณ ท. ได้รับการยกที่ดินให้ ซึ่งเป็นที่ดินที่คุณตา ของคุณ ท. ยกให้มารดาของคุณ ท. แล้วมารดาของคุณ ท. ก็นำที่ดินดังกล่าวมายกให้อีกทีหนึ่ง
ในทางกฎหมาย จึงถือว่า มารดาของ คุณ ท. เป็นผู้ให้ที่ดิน แก่ คุณ ท. ไม่ใช่คุณตา ให้ที่ดินแก่คุณ ท.
ดังนั้น เมื่อมารดาเป็นผู้ให้ที่ดิน ถ้ามีเหตุเพิกถอนการให้เพราะเหตุเนรคุณเกิดขึ้น มารดาของ คุณ ท. ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องเพิกถอนการให้ที่ดินได้ ตาม มาตรา 531 ของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดเหตุของการเพิกถอนการให้ไว้ 3 เหตุ คือ
1. คุณ ท. ประทุษร้ายต่อมารดาที่เป็นความผิดทางอาญา เช่น ทำร้ายร่างกาย
2. คุณ ท. ทำให้มารดา เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทมารดาอย่างร้ายแรง
3. คุณ ท. ไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นสำหรับการเลี้ยงชีพ ในเมื่อสามารถให้ได้
สำหรับ คุณ ท. ถ้าจะเข้าเหตุเพิกถอนการให้ ก็น่าจะเป็นเหตุ ตาม ข้อ 2. คือ “คุณ ท. ทำให้มารดา เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทมารดาอย่างร้ายแรง” เพราะการที่บอกว่า มารดาใช้ให้พี่เลี้ยงไปกระทำความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศของบุคคลต่างๆ อาจจะถือว่าเป็นการทำให้มารดาเสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทมารดาได้ ซึ่งก็เป็นเหตุในการฟ้องเพิกถอนการให้ได้ และถือว่าเป็นเหตุที่นิยมฟ้องเพิกถอนการให้กันมากที่สุด
ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 576/2550
“จำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์ด้วยถ้อยคำว่า "โจทก์ยกที่ดินให้แล้ว ยังจะเอาคืน เสือกโง่เอง อย่าหวังว่าจะได้สมบัติคืนเลย" ข้อความนี้ เป็นเพียงการกล่าวถ้อยคำไม่สุภาพเท่านั้น ไม่ถึงขนาดเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์หรือทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงแต่อย่างใด ดังนั้นแม้หากจะฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กล่าวถ้อยคำตามคำฟ้องจริงก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเพิกถอนการให้”
ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2304/2548
“จำเลยเป็นลูก พูดด่าว่าโจทก์ว่า "ไอ้... ให้รื้อบ้านออกไปจากที่ดินของกู ไปให้พ้นไม่ต้องมาใช้น้ำบ้านกู ให้มึงรื้อบ้านออกไปเป็นขอทานที่วัดเสียเลย" ทั้งยังด่าว่าโจทก์อีกว่า “พ่ออย่างมึงกูไม่นับถือเป็นพ่อต่อไป” ถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิถอนคืนการให้ได้”
แต่หาก คุณ ท. จำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันตนเอง แม้จะทำให้มารดาต้องเสียชื่อเสียง ก็ถือว่าเป็นการปกป้องสิทธิของตนเองโดยชอบธรรม กรณีแบบนี้ มารดาก็ไม่สามารถฟ้องเพิกถอนหรือถอนคืนการให้ได้
ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568
“การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวกย่อมฟังได้ว่า เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองและทรัพย์สินของตน ไม่ใช่เป็นการเจตนากลั่นแกล้งดำเนินคดีอาญาโจทก์ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงดังที่โจทก์กล่าวอ้าง จากข้อเท็จจริงและเหตุผลทั้งหมดดังที่ได้วินิจฉัยมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้”
ทั้งนี้ คำพิพากษาอันถึงที่สุดเท่านั้นที่จะพิพากษาว่าผู้ใดกระทำความผิดหรือไม่อย่างไร และการวินิจฉัยที่ถูกต้องจะต้องได้รับข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่ายและพยานหลักฐานที่ครบถ้วน
#ทนายพัฒน์ #ทนายเมียหลวง








