วันที่ 20 เม.ย.69 อาจารย์ อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า ได้ออกมาโพสต์เฟสบุ๊กระบุว่า ทันทีที่ได้หนังสือ “กฤษฎาภินิหาร อันบดบังมิได้” อาจารย์สัมผัสได้ว่าเป็นหนังสือเก่าที่ไม่ธรรมดา แต่เพื่อให้มั่นใจอาจารย์ก็อดมิได้ที่จะอธิษฐาน จึงนำหนังสือไว้ในที่อันควรแล้วอธิษฐานว่า “หากหนังสือนี้มีความขลัง ขอให้ได้มีนิมิต (ฝัน) ถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
แล้วก็มีกระแสที่ขอเรียกว่านิมิตจริงๆ โดยในนิมิตทรงตรัสขอบใจที่ออกมาปกป้องพระเกียรติยศของพระองค์และปกปักรักษาชาติ ทรงกล่าวว่า "คนสมัยนี้หาได้สำนึกไม่ว่า บรรพชนนั้นต้องตรากตรำทุกข์ยากเอาเลือดทาแผ่นดินสักปานใดในการรักษาแผ่นดินนี้เอาไว้ให้ กลับเหยียบย่ำทำลายด้วยความหลงตัวหลงตนอันเป็นเสนียด คนปกป้องชาติมีเพียงกำมือเดียว ใครทำสิ่งใดไว้เบื้องบนรู้เห็น จักเป็นภัยเวรพร่าผลาญชีวิตตราบกาลนาน”
..
นิมิตแจ้งชัดปานนี้จึงรู้ว่าหนังสือนี้ขลังจริง ด้วยอาจารย์ไม่ได้ติดยึด เห็นว่าผู้ติดตามเพจร่วมกันทำเพื่อชาติมากมาย เลยอยากมอบหนังสือนี้ให้ เพียงแค่ให้เสี่ยงทายวาสนาว่า จะเป็นผู้ได้ถือครองหนังสือเก่าเล่มนี้ซึ่งมีเพียงเล่มเดียวเท่านั้น
..
หนังสือนี้ประพันธ์โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พิมพ์โดยสำนึกพิมพ์สยามรัฐ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2519 คือ 50 ปีที่แล้ว ที่สันปกแสดงราคาไว้ว่า 8 บาท เป็นการพิมพ์ครั้งแรก จากนั้นก็มีสำนักพิมพ์อื่นนำไปพิมพ์ต่อ ผู้สนใจอยากอ่านหาซื้อได้ทางออนไลน์ ปัจจุบันสำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000 ได้ลิขสิทธ์มาพิมพ์ใหม่
คำว่า“กฤษฎาภินิหาร อันบดบังมิได้” ได้มีคำอธิบายไว้ว่า
“ชาวมลายูเรียกพระนเรศวรเป็นเจ้าว่า “พระอัคนิราช” หมายถึงไฟ อันไฟนั้น ย่อมมีทั้งความร้อน มีพลังงานมีแสงสว่าง พระบรมราชกฤษฎาภินิหารของพระนเรศวรเป็นเจ้าก็เป็นดังนั้น
ถึงแม้ว่าจะมีสิ่งใดมากหรือน้อยมาบดบัง แสงสว่างอันเจิดจ้านั้นก็ยังส่องออกมาให้เห็นปรากฏแก่ตาแก่ใจคนจนได้ พระบรมราชกฤษฎาภินิหารของพระนเรศวรเป็นเจ้าจึงเป็น “กฤษฎาภินิหาร อันบดบังมิได้” ด้วยประการฉะนี้
พระนเรศวรมหาราชทรงกู้เอกราชให้ไทยเป็นอิสระจากพม่า ในขณะที่ทรงมีพระชนมายุได้ 32 ปี
..
ในหนังสือได้กล่าวถึงช่วงก่อนจะกระทำยุทธหัตถีไว้ว่า พระนเรศวรและพระมหาอุปราชา (ต่างองค์ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ และประทับบนพระคชาธาร) ต่างทอดพระเนตรเห็นกันเข้า ต่างองค์ก็มีพระหทัยฮึกเหิม เสด็จออกจากทัพ ขับพระคชาธารโดยปราศจากรี้พลเข้าหากันประดุจว่าเสียพระจริต แต่พระคชาธารที่พระนเรศวรทรงอยู่นั้นเล็กกว่าช้างทรงพระมหาอุปราชามากนัก...
..
ช้างที่เล็กกว่าก็ตกใจกลัวช้างที่ใหญ่กว่า ถึงกับเบนหัวจะถอยกลับอยู่ท่าเดียว พระนเรศวรจึงตกพระทัยจึงตรัสกับพระยาช้างต้น (ช้างทรง) ว่า
“พ่อเมืองเอ๋ย ถ้าท่านละทิ้งเราซะบัดนี้ก็เท่ากับว่า ท่านละทิ้งตัวท่านเองและลาภยศของท่านทั้งปวง เราเกรงว่าแต่บัดนี้เป็นต้นไปท่านจะไร้ยศศักดิ์ หากษัตริย์มาทรงท่านมิได้ ขอให้คิดดูเถิดว่า ขณะนี้พระชะตาของกษัตริย์สองพระองค์ขึ้นอยู่กับท่าน และท่านสามารถจะสู้ให้เราชนะศึกได้....”
ช้างทรงของพระนเรศวร คือ พลายภูเขาทอง ต่อมาได้รับพระราชทานนามว่า พระยาไชยานุภาพ พระนเรศวรทรงออกรบกับพระเอกาทศรถที่ทรงช้างทรงนามว่าพระยาปราบไตรจักร กล่าวได้ว่าใครได้อ่านย่อมยกจิตให้มีใจหึกเหิมรักชาติยิ่งนัก
หนังสือที่จะมอบให้นี้เก่าและบอบบางมาก จึงเหมาะแก่การมีไว้เพื่อเป็นที่ระลึกและเป็นสิริมงคลที่จะช่วยเกื้อหนุนเรื่องบารมี การเสี่ยงทายวาสนาทำโดยเขียนในคอมเมนต์อย่างสุภาพว่า "อยากได้หนังสือไว้เป็นสิริมงคล” ประมาณนี้ และทายมาว่าเนื้อหาท่อน “พ่อเมืองเอ๋ย ถ้าท่านละทิ้งเราซะบัดนี้...”ปรากฏอยู่ในหน้าไหนระหว่างหน้า 83,84,85 ผู้ที่ขอรับต้องมีชื่อเป็นผู้ติดตามเพจด้วย
..
แอดมินจะมาคัดผู้ตอบถูกแล้วจะนำชื่อตามเฟซ มาเขียนใส่กระดาษให้อาจารย์หยิบชื่อมาว่าหนังสือเล่มนี้ใครจะได้ครอบครอง จะรอให้ครบกำหนด 3 วันก่อนจึงคัดชื่อมาประกาศ
ถือว่าเป็นน้ำใจที่อาจารย์มอบให้แก่กันในการร่วมทำเพื่อชาติบ้านเมือง








