วันที่ 13 ก.พ.69 นายปฐม อินโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านไอที โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า ข่าวเรื่อง QR Code หรือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ความรู้สึกมันมาก่อนเหตุผลเสมอ เรากลัวว่าระบบจะ “รู้หมด” แม้กระทั่งว่าเราเลือกใคร และในประเทศที่ความไว้วางใจทางการเมืองไม่ได้สูงมากอย่างบ้านเรา การตั้งคำถามกับ กกต. ไม่ใช่เรื่องผิดเลย นั่นคือสิทธิของประชาชน
แต่สิทธิในการสงสัย ไม่ควรกลายเป็นการด่วนตัดสิน
กฎหมายเลือกตั้งไทยกำหนดชัดเรื่อง “บัตรลับ” ห้ามทำให้รู้ว่าใครเลือกใคร และไม่ได้บังคับว่าบัตรต้องมี QR หรือบาร์โค้ด สิ่งที่เปิดไว้คือให้ กกต. กำหนดรายละเอียดทางเทคนิคเพื่อควบคุมการจัดการเลือกตั้ง ดังนั้น QR หรือบาร์โค้ด หากมี จึงเป็นเครื่องมือด้านระบบ ไม่ใช่สาระของสิทธิเลือกตั้ง
เหตุผลหลักที่หลายประเทศใช้รหัสบนบัตรมีไม่กี่ข้อ และเข้าใจง่าย
หนึ่ง เพื่อควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันการพิมพ์เกินหรือบัตรปลอม
สอง เพื่อแยกประเภทบัตรและเขตเลือกตั้งให้ถูกต้อง
สาม เพื่อรองรับเครื่องอ่านนับคะแนนอัตโนมัติ
สี่ เพื่อ audit ตรวจสอบเส้นทางของบัตรแต่ละชุด
หลายประเทศก็ใช้ระบบลักษณะนี้เพื่อบริหารจัดการ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อผูกกับตัวผู้ลงคะแนน
และที่สำคัญ หากจะ “ตามรหัสกลับไปหาคนลงคะแนน” จริง ๆ มันซับซ้อนกว่าที่หลายคนคิดมาก
เพราะการจะทำแบบนั้นได้ ต้องมีเงื่อนไขครบหลายชั้นพร้อมกัน เช่น
ต้องมีฐานข้อมูลที่บันทึกว่า “บัตรใบเลขนี้ ถูกแจกให้คนคนนี้”
ต้องมีการสแกนหรือบันทึกหมายเลขบัตรก่อนหย่อนหีบ
ต้องมีการเก็บลำดับการหย่อนบัตรเทียบกับตัวบุคคล
ต้องมีระบบเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยเลือกตั้งกับรายชื่อผู้มาใช้สิทธิแบบ real-time
ซึ่งในระบบบัตรลับตามหลักกฎหมาย กระบวนการเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้มีอยู่ตั้งแต่ต้น และหากมีจริง จะเข้าข่ายละเมิดหลักความลับของการลงคะแนนอย่างร้ายแรง
พูดง่ายๆ คือ QR หรือบาร์โค้ดบนกระดาษใบหนึ่ง ไม่ได้มีพลังวิเศษ มันเป็นเพียงตัวระบุเอกสาร ถ้าไม่มี “ฐานข้อมูลจับคู่กับคน” มันก็ย้อนกลับไปหาผู้ลงคะแนนไม่ได้
เทคโนโลยีทำให้เรากังวลง่าย แต่ก็เป็นเทคโนโลยีเดียวกันที่ช่วยป้องกันการโกงแบบเก่า เช่น การพิมพ์บัตรเกิน การสอดไส้บัตร หรือความผิดพลาดจากการนับมือ
ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ไม่ได้เกิดจากความเชื่อแบบไม่ตั้งคำถาม
แต่ก็ไม่ควรถูกทำลายด้วยความกลัวที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับ
เรามีสิทธิ์ถาม
เรามีสิทธิ์ขอดูรายละเอียดระบบ
เรามีสิทธิ์เรียกร้องความโปร่งใส
แต่ก่อนจะพิพากษาใคร ควรเข้าใจกลไกทั้งระบบให้ครบ เพราะบางสิ่งที่ดู “น่ากลัว” บนผิวกระดาษ อาจเป็นเพียงกลไกควบคุมเอกสารธรรมดา ที่ซับซ้อนกว่าจะใช้เป็นเครื่องมือติดตามคนได้จริงๆ ครับ








