วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) โดยมี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม นายชาญวิชย์ อริยาวรนันต์ อนุกรรมาธิการในคณะอนุกรรมาธิการด้านการประกันสังคม วุฒิสภา ได้นำเสนอรายงานผลวิจัยเรื่อง "แนวทางการเสริมสร้างความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม" ต่อที่ประชุม
โดยระบุว่าปัญหาของกองทุนประกันสังคมมีอยู่หลายประการ ทั้งในเรื่องข่าวการลงทุนที่ไม่เหมาะสม ปัญหาการทุจริต และรายจ่ายที่ไม่เหมาะสม ซึ่งหากไม่มีการศึกษาและแก้ไขอย่างจริงจังจะส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งด้านรายได้ของผู้เกษียณอายุ ความขัดแย้งด้านแรงงาน ต้นทุนการดำเนินงาน สภาพคล่องของโรงพยาบาล รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นวิกฤตการณ์ทางการเงินที่สำคัญ โดยข้อมูลจากนักคณิตศาสตร์ประกันภัยระบุว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า หรือภายในปี พ.ศ. 2597 เงินกองทุนประกันสังคมอาจจะไม่เหลืออยู่เลย เนื่องจากมีแนวโน้มรายได้และรายจ่ายจะมาบรรจบจนสมดุลกันในปี พ.ศ. 2585 ซึ่งหมายความว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2586 เป็นต้นไป กองทุนจะมีแต่รายจ่ายเพียงอย่างเดียว หากไม่มีการดำเนินการแก้ไขใด ๆ กองทุนจะหมดไปตามการคำนวณดังกล่าว
คณะทำงานจึงได้กำหนดขอบเขตการศึกษาวิจัยเชิงลึกตลอด 8-9 เดือนที่ผ่านมา ผ่านการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่มจากผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ กว่า 400 ราย ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ โรงพยาบาล SMEs และผู้เชี่ยวชาญด้านกองทุนใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ
กรอบการวิจัยในครั้งนี้ได้นำแนวคิด ESG มาปรับใช้ใน 3 มิติ เพื่อสร้างความยั่งยืน ได้แก่ มิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) พิจารณาเกณฑ์การลงทุนที่สนับสนุนสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีลดการใช้กระดาษ และการดูแลผลกระทบด้านสุขภาพจากมลพิษ เช่น PM 2.5 มิติด้านสังคม (Social) มุ่งเน้นความคุ้มค่าของสิทธิประโยชน์ ความเท่าเทียมในการบริการทางการแพทย์ และการเข้าถึงระบบสาธารณสุข และมิติด้านธรรมาภิบาล (Governance) ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลรายรับ-รายจ่าย การบริหารกองทุนอย่างมืออาชีพ โปร่งใส และตรวจสอบได้
นายชาญวิชย์ กล่าวว่า จากการศึกษาพบอุปสรรคสำคัญ 5 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1. ความมั่นคงทางการเงินและความกังวลต่อการจ่ายเงินบำนาญชราภาพในอนาคต 2. คุณภาพการบริการที่ต้องเปรียบเทียบกับกองทุนอื่น เช่น สปสช. 3. โครงสร้างองค์กรและข้อจำกัดทางกฎหมาย 4. การนำเทคโนโลยีมาใช้ตอบสนองผู้ประกันตนและผู้ประกอบการ และ 5. ประสิทธิภาพการสื่อสารที่ยังไม่ครอบคลุมและเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย
นอกจากนี้ยังพบปัญหาผู้ประกันตนล้นโรงพยาบาลในบางพื้นที่ จึงมีความต้องการให้เน้นการสาธารณสุขเชิงรุกเพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในขณะนี้
"ในอีก 30 ปีข้างหน้าหรือปี 2597 จากการคำนวณของนักคณิตศาสตร์ประกันภัยจะพบว่าไม่มีเงินกองทุนเหลืออยู่อีก เนื่องจากรายรับกับรายจ่ายจะสมดุลพอดีในปี 2585 และหลังจากนั้นจะมีแต่รายจ่ายอย่างเดียว ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยกองทุนจะหมดไป คณะทำงานจึงเสนอแผนระยะเร่งด่วนภายใต้สโลแกน เก็บให้ครบ จ่ายให้ถูกต้อง และลงทุนให้เหมาะสม เพื่อให้กองทุนอยู่รอดได้ในระยะยาว"
สำหรับแนวทางการปฏิรูปเพื่อให้กองทุนอยู่รอดในระยะยาว คณะอนุกรรมาธิการเสนอให้มีการนำระบบไอทีมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วและลดค่าใช้จ่าย รวมถึงการสร้างความยืดหยุ่นในสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมทุกมาตรา ทั้งมาตรา 33, 39 และ 40 เพื่อดึงดูดแรงงานนอกระบบและกลุ่มอาชีพอิสระที่ปัจจุบันยังไม่เข้าระบบให้มากขึ้น โดยเฉพาะมาตรา 40 ที่ต้องเพิ่มแรงจูงใจเนื่องจากมีคู่แข่งอย่างกองทุน อสม.
นอกจากนี้ยังต้องมีการขยายฐานรายได้ไปยังกลุ่มแรงงานต่างประเทศที่ยังไม่อยู่ในระบบ และการปรับปรุงโครงสร้างรายได้เพื่อให้สอดคล้องกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น
ในส่วนของข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย นายชาญวิชย์ กล่าวว่า คณะทำงานได้แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระยะเร่งด่วน มุ่งเน้นการเก็บเงินสมทบให้ครบถ้วนจากทุกกลุ่มอาชีพ รวมถึงแม่บ้านและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลดรายจ่ายที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะค่าตอบแทนแพทย์ที่มีมูลค่าสูงถึงปีละ 60,000 ล้านบาท
และเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนซึ่งปัจจุบันให้ผลตอบแทนเพียง 3-4% ให้ถึงเป้าหมายที่ 5% ขึ้นไป ระยะที่ 2 ระยะปฏิรูปองค์กร ปรับปรุงการบริหารจัดการ กฎหมายที่เป็นอุปสรรค และการสื่อสาร และระยะที่ 3 ระยะศึกษาการจัดตั้ง "ธนาคารประกันสังคม" หรือ "โรงพยาบาลประกันสังคม" เพื่อความมั่นคงในอนาคต
สรุปภาพรวมการศึกษา นายชาญวิชย์เย้ำว่าหากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ในวันนี้ กองทุนจะประสบปัญหาขาดสภาพคล่องในอนาคตแน่นอน จึงจำเป็นต้องมีการลงทุนในด้านดิจิทัล สิ่งแวดล้อม และสิทธิประโยชน์ให้จูงใจ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างระบบประกันสังคมที่บริหารโดยมืออาชีพ มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อความยั่งยืนของกองทุนที่เป็นที่พึ่งสำคัญของประชาชน








