วันที่ 3 ส.ค.2569 นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงงบประมาณที่ได้รับจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท ของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ว่า ปัจจุบันรายรับของโรงพยาบาลต่ำกว่ารายจ่าย เนื่องจากมีต้นทุนในการให้บริการเพิ่มสูงขึ้น ทั้งเรื่องของยา เวชภัณฑ์ เวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา รวมถึงค่าจ้างบุคลากรที่ไม่ได้บรรจุ โดยปีงบประมาณ 2568 มีรายรับของโรงพยาบาลจากแหล่งรายได้นอกงบประมาณรวม 246,916.3 ล้านบาท แยกเป็น จากกองทุน 30 บาท จำนวน 107,713.10 ล้านบาท คิดเป็น 43.6% รองลงมาคือ กองทุนสวัสดิการข้าราชการ 43,107 ล้านบาท คิดเป็น 17.5% และกองทุนประกันสังคม 16,349 ล้านบาท คิดเป็น 6.6%
นพ.สุภโชคกล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาเฉพาะเงินของกองทุน 30 บาท ซึ่งเป็นเงินภาษีก้อนใหญ่ของประเทศที่ใช้เพื่อดูแลสุขภาพของคนไทย สปสช.ได้รับงบประมาณปี 2568 จำนวน 168,296 ล้านบาท สำหรับประชากรสิทธิบัตรทอง 47.15 ล้านคน เฉลี่ยงบเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ 3,856 บาทต่อคน โดยโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ดูแลประชากรบัตรทอง 41.13 ล้านคน คิดเป็น 87% ได้รับเงินจากกองทุน 107,731 ล้านบาท คิดเป็น 64% ของงบทั้งหมด เฉลี่ยเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ 2,618 บาทต่อคน
ขณะที่หน่วยบริการอื่นๆ เช่น โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และอื่นๆ ดูแลประชากรอีก 13% ได้รับเงินจากกองทุน 60,584 ล้านบาท คิดเป็น 36% เฉลี่ยเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ 10,063 บาทต่อคน มากกว่าถึง 4 เท่า
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบงบประมาณซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ งบเหมาจ่ายรายหัวสำหรับการจัดบริการพื้นฐานให้ประชาชน 47 ล้านคน และงบนอกเหมาจ่ายรายหัวสำหรับกิจกรรมสาธารณสุขที่มุ่งเน้น เช่น คลินิกนวัตกรรม กองทุนผู้ติดเชื้อ HIV ไตวาย เป็นต้น ซึ่งปี 2568 จัดสรรให้ ถึง 54,545 ล้านบาท พบว่า ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน งบเหมาจ่ายรายหัวบริการพื้นฐานเพิ่มขึ้นเพียง 26% ขณะที่งบเหมาจ่ายรายหัวกิจกรรมมุ่งเน้น เพิ่มขึ้นถึง 71%
“การที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลคนส่วนใหญ่ได้รับงบประมาณต่อหัวน้อย ขณะที่หน่วยบริการที่ดูแลคนน้อยแต่ได้งบประมาณต่อหัวสูงกว่า รวมถึงการเพิ่มงบสำหรับบริการพื้นฐานน้อยกว่างบสำหรับกิจกรรมมุ่งเน้น แสดงให้เห็นว่าการจัดสรรงบประมาณยังไม่สอดคล้องภาระงานและต้นทุนจริง ซึ่งเรื่องนี้ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอให้มีการทบทวนเงื่อนไขการจัดสรร
โดยคำนึงถึงต้นทุนและรายหัวต่อประชากรให้ใกล้เคียงกับประชากรที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขต้องดูแล และต้องเรียงลำดับความสำคัญของการใช้งบ โดยเฉพาะในส่วนของงบนอกเหมาจ่ายกิจกรรมมุ่งเน้น เช่น กองทุนผู้ติดเชื้อ HIV ให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้หน่วยบริการส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ การใช้งบประมาณเกิดผลลัพธ์ที่ดี และประชาชนทุกคนได้รับบริการที่ดีอย่างเท่าเทียม " นพ.สุภโชคกล่าว








