ในโอกาสครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ มีการจัดเสวนาในหัวข้อ "โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก" เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และหาทางออกให้แก่ประเทศไทย โดย ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจไทยซึ่งบลูมเบิร์กมองว่าเป็น "Rising Star" หรือดาวรุ่ง โดยชี้ให้เห็นว่าเป็นการเพิ่งเริ่มเชิดหัวขึ้นแต่ยังไม่ได้ไปไกล ซึ่งการมองเศรษฐกิจไทยต้องแยกส่วนที่น่ากังวลออกจากส่วนที่มีศักยภาพออกจากกัน
สาเหตุที่ไทยเคยถูกตั้งฉายาว่าเป็น "Sick Man of Asia" หรือคนป่วยแห่งเอเชียนั้น เป็นเพราะเราไม่เคยใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ โดยโครงสร้างเศรษฐกิจไทยติดอยู่ในสูตร "3113" มานานกว่า 25 ปี คือ GDP ร้อยละ 30 มาจากคนเพียงร้อยละ 10 ในภาคการผลิต ขณะที่อีกร้อยละ 30 ของประชากรอยู่ในภาคเกษตรแต่กลับสร้าง GDP ได้เพียงร้อยละ 10 ซึ่งสูตรนี้เป็นตัวล็อกไม่ให้ประเทศก้าวหน้าได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตโลกยังมีโอกาสจากการที่ซัปพลายเชนทั่วโลกกำลังวางแผนการลงทุนใหม่ ซึ่งพิจารณาทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐานที่พอมีความพร้อม แต่ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้สูงกว่านี้คือการจัดการเรื่อง "คน"
เนื่องจากเงินลงทุนใหม่ๆ ที่เข้ามาไม่สามารถกระจายประโยชน์สู่คนได้ทั่วถึง เพราะแรงงานไทยยังขาดความพร้อม โดยค่าดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index) ของไทยในระดับสูงมีเพียงร้อยละ 15 ขณะที่ประเทศที่จะก้าวสู่ยุค 4.0 ได้ต้องมีถึงร้อยละ 50
นอกจากนี้ การมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะช่วยให้มีความต่อเนื่องของนโยบายไปอีก 4 ปี และการมีมืออาชีพเข้ามาทำงานจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น แต่ในช่วง 6-7 เดือนข้างหน้าจะมีการประเมินผลการทำงานอย่างเข้มข้นซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
“ไทยยังมีความหวัง แต่มันเป็นความหวังที่ไม่ใช่การจุดธูปขอแล้ว เราต้องออกแรงขับเคลื่อนอีกเยอะ เพราะเทคโนโลยีที่เข้ามามันทำงานแทนคนได้และยกระดับความสามารถของคนได้ ถ้าเราเลือกท่าทีและวิธีลงทุนที่เหมาะสม พัฒนาคนแบบตรงจุด เราจะโตขึ้นมาได้” ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว
ขณะที่ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้สะท้อนมุมมองว่าประเทศไทยไม่เคยเสียเปรียบใครแต่เรามัก "ทำตัวเอง" มาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังปี พ.ศ. 2540 ที่ปัญหาการเมืองทำให้การเติบโตชะลอตัวและโครงสร้างพื้นฐานหยุดชะงัก จนเพิ่งกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้บ้างในช่วงที่ผ่านมา
ปัจจุบันไทยจำเป็นต้องแก้ไขโครงสร้าง 4 ด้านหลัก คือ การเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งเศรษฐกิจจะยั่งยืนไม่ได้หากไม่จัดระเบียบโครงสร้างการเมืองและการปกครองก่อน เนื่องจากปัจจุบันสังคมไทยมีความอ่อนแอและรอความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ หอการค้าไทยได้เสนอ "วาระแห่งชาติ" 6 ข้อ ที่ทุกพรรคการเมืองควรขับเคลื่อนร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1. การผ่าตัดใหญ่โครงสร้างการศึกษา 2. การปรับปรุงโครงสร้างเกษตร ซึ่งมีประชากรที่เกี่ยวข้องจริงเกือบ 30 ล้านคน โดยต้องเน้นประสิทธิภาพการจัดสรรน้ำ การปลูก ลดต้นทุน และการตลาด
3. การแก้ไขระบบราชการที่ทับซ้อนและหวงอำนาจ ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติต้องผ่านขั้นตอนถึง 9 จุด ตั้งแต่กรมโรงงาน กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน ไปจนถึง ตม. จนนำไปสู่ปัญหาการเรียกผลประโยชน์
4. การแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย โดยเฉพาะประกาศกระทรวงและประกาศกรมที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ซึ่งขณะนี้ภาคเอกชนร่วมกับรัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขกฎหมายใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมให้เสร็จภายใน 2 เดือน 5. การจัดการปัญหาคอร์รัปชัน และ 6. การสร้างเสถียรภาพทางการเมือง
โดย ดร.พจน์ มองเห็นสัญญาณที่ดีจากการที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งซึ่งสร้างความชอบธรรมในระดับสากล และการที่นายกรัฐมนตรียอมรับฟังภาคเอกชนผ่านการประชุมร่วมกันอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนการประชุม ครม. เศรษฐกิจ เพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนประเทศ
“เศรษฐกิจจะแก้ไม่ได้เลยอย่างยั่งยืน ถ้าเราไม่จัดระเบียบจัดทัพโครงสร้างการเมือง การปกครอง และสังคมมาก่อน วันนี้สังคมเราอ่อนแอมาก เป็นสังคมที่รออย่างเดียว ไม่ขวนขวาย ซึ่งวาระแห่งชาติ 6 ข้อที่เสนอไป ไม่ใช่แค่พรรคการเมืองของรัฐบาล แต่มันควรจะเป็นทุกพรรคการเมืองที่ต้องคุยกันและขับเคลื่อนร่วมกัน” ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าว








