วันที่ 22 มิ.ย.69 น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความระบุว่า " กองทุนน้ำมันคือเครื่องมือบดบังบิดเบือนราคาน้ำมัน เป็นโซ่ตรวนล่ามคอผู้ใช้น้ำมันเพื่อล้วงกระเป๋าให้โรงกลั่น ใช่หรือไม่?!
มักกล่าวกันว่า ราคาน้ำมันไทยเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี แต่ความจริงแล้ว กลไกตลาดเสรีใช้เฉพาะตอนที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก "ขาขึ้น" เท่านั้น เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปรับราคาขึ้นตามราคาตลาดโลก แต่พอตลาดโลกลดราคา มักจะอ้างว่าต้องเอาเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อใช้หนี้โรงกลั่น จึงไม่สามารถลดราคาได้เต็มที่ตามที่ตลาดโลกลดราคา ใช่หรือไม่
อดัมสมิทเจ้าของทฤษฎีกลไกตลาดเสรี ที่ “ราคา” ขึ้นอยู่กับดีมานด์ (ความต้องการสินค้า) และซัพพลาย (จำนวนสินค้าที่มี) ต้องอึ้งกิมกี่ เมื่อเจอนวัตกรรมบิดเบือนกลไกตลาดเสรีแบบไทยไทย วันนี้จะขอพูดเฉพาะการบิดเบือนวัตถุประสงค์ดั้งเดิมและการบิดเบือนราคาของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก่อน
ในอดีตกองทุนน้ำมันถูกตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันชนิดอื่นเป็นผู้ส่งเงินเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเตา เพื่อขายให้ผู้ซื้อน้ำมันเตาในราคาถูกกว่าต้นทุนจริง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2521 ตรงกับรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ รัฐบาลได้ประกาศเพิ่มค่าเงินบาท ทำให้ผู้นำเข้าน้ำมันได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน รัฐบาลเห็นว่ากำไรที่เกิดขึ้นไม่ใช่กำไรจากการดำเนินงาน จึงได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 206/2521 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2521 จัดตั้งกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (เงินตราต่างประเทศ) และกำหนดให้ผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงนำส่งกำไรส่วนเกินที่เกิดจากการเพิ่มค่าเงินบาทเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเก็บไว้ใช้ชดเชยราคาน้ำมันสำเร็จรูปเมื่อราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น
รัฐบาลในอดีตมีการเก็บกำไรส่วนเกินที่ไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพในการบริหาร ไว้ชดเชยราคาน้ำมันสำเร็จรูปโดยไม่ต้องเก็บจากผู้ใช้น้ำมัน แม้แต่สตางค์เดียว ปัจจุบันรัฐบาลนายอนุทินจึงสมควรจะใช้แนวทางดังกล่าว คืออาศัยพรก. แก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ 2516 ในการกำหนดเพดานค่ากลั่นของโรงกลั่น เพื่อดึงรายได้ส่วนเกินที่ไม่ได้เกิดจากการบริหาร แต่เกิดจากการโก่งราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์อันเนื่องจากสถานการณ์สงคราม ซึ่งเห็นได้จากการมีค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติถึง 7.23 บาทต่อลิตรในเดือนมีนาคม และ 11.81 บาทต่อลิตร ในเดือนเมษายน 6.13 บาทต่อลิตรในเดือนพฤษภาคม และปัจจุบัน 5.31 บาทต่อลิตร ณ.วันที่ 1-21 มิถุนายน ซึ่งสูงเกินกว่ามาตรฐานค่าการกลั่นในภาวะปกติของสิงคโปร์อยู่ที่ 4-7 เหรียญต่อบาร์เรล หรือ .80-1.40 บาทต่อลิตร
เมื่อค่าการกลั่นน้ำมันสูงผิดปกติ รัฐบาลต่างประเทศจะใช้กฎหมายภาษีลาภลอยมาเก็บรายได้ส่วนเกินไว้ชดเชยราคาน้ำมันสำเร็จรูปให้ประชาชน แต่รัฐบาลไทยไม่มีกฎหมายภาษีลาภลอย แต่รัฐบาลสามารถกำหนดเพดานค่าการกลั่น ให้โรงกลั่นได้กำไรตามปกติ ก็จะสามารถนำกำไรส่วนเกินนั้นมาลดราคาให้ผู้ใช้น้ำมันได้เช่นกัน
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเคยถูกบริหารโดยกระทรวงการคลัง แต่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยถูกดึงออกจากกระทรวงการคลังมาจัดตั้งเป็นองค์กรมหาชนในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ราวปี 2545 และมีการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันแทนผู้ค้าน้ำมันมาไว้ในกองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยราคาน้ำมัน ทั้งที่ไม่มีกฎหมายรองรับให้เก็บเงินจากประชาชนเข้ากองทุนน้ำมัน ใช่หรือไม่?
จากการร้องเรียนของภาคประชาสังคม จนในที่สุดประธานผู้ตรวจการแผ่นดินรับพิจารณา และส่งคำวินิจฉัยถึงพล.อ ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลคสช. ว่ากองทุนน้ำมันใช้อำนาจโดยมิชอบเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเหมือนเก็บภาษีโดยไม่มีกฎหมายรองรับ เป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาในปี2562 จึงมีการตรา พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มาใช้แทนระบบเดิม โดยไม่ได้มีการลงโทษหรือเอาผิดกับหน่วยงานที่ใช้อำนาจเถื่อนเก็บเงินจากประชาชนโดยไม่มีกฎหมายรองรับแต่ประการใดเป็นเวลายาวนานถึง 17 ปี
พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์หลักในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันขายปลีกแก่ประชาชน เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวน แต่ปรากฎว่าตลอด 7 ปี ที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันฯ ใช้เงินที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันในการชดเชยอุดหนุนข้ามผลิตภัณฑ์ เช่นเอาเอาเงินจากคนใช้เบนซินมาชดเชยดีเซล และก๊าซหุงต้ม และชดเชยน้ำมันชีวภาพเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่เอทานอล และไบโอดีเซล ซึ่งมีราคาแพงกว่าน้ำมันพื้นฐานคือเบนซินและดีเซล จึงถือว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง และน่าจะผิดวัตถุประสงค์หลักของกฎหมายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ใช่หรือไม่ ?
อย่างไรก็ตาม บทเฉพาะกาลในพรบ.กองทุนน้ำมันฯ ที่ถูกนำไปใช้เอื้อประโยชน์ให้โรงกลั่นในการนำน้ำมันชีวภาพที่แพงเกินน้ำมันพื้นฐานมาแทรกขายให้ประชาชน แต่สามารถใช้เงินกองทุนน้ำมันมาชดเชยน้ำมันชีวภาพได้ไม่เกิน 7 ปี (2562-2569) ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 24 กันยายน 2569 รัฐบาลจึงไม่ควรแก้ไขกฎหมายบิดเบือนราคาน้ำมันด้วยการต่ออายุการชดเชยน้ำมันชีวภาพอีกต่อไป ประชาชนต้องไม่ยินยอมให้มีการผสมน้ำมันชีวภาพที่มีราคาสูงเกินกว่าน้ำมันพื้นฐาน อีกต่อไป ซึ่งเป็นผ่องถ่ายผลประโยชน์ให้โรงกลั่นต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (เมื่อกว่า20ปีก่อน)เคยมีพระดำรัสว่าเอาเอทานอล 10% มาผสมในเบนซินจะทำให้ราคาถูกลง 50 สตางค์ต่อลิตร แต่ปัจจุบันราคาเอทานอลและไบโอดีเซลแพงกว่า เบนซิน และดีเซลทั้งที่วิ่งได้ระยะทางน้อยกว่าประมาณ 30% ทำให้ยิ่งผสมมากยิ่งมีราคาแพงขึ้น
ปัจจุบันกองทุนน้ำมันกลายเป็นเป็นเครื่องมือสำคัญในการบิดเบือนราคาน้ำมัน ทำให้อำพรางตาผู้ใช้น้ำมัน ให้เห็นว่าน้ำมันผสมเอทานอล และไบโอดีเซลมีราคาถูกกว่าเพราะเอากองทุนมาชดเชย แต่แท้ที่จริงคือ การซื้อน้ำแพงที่ผู้ใช้น้ำมันต้องผ่อนใช้คืนโรงกลั่นอย่างไม่เป็นธรรมตลอดไป
โครงสร้างราคาน้ำมัน ที่เอื้อประโยชน์โรงกลั่นคือใช้วิธีถ่างราคาน้ำมันเบนซิน 95 ให้แพงสุดๆ เพื่อกำหนดช่องราคาให้น้ำมันผสมเอทานอลแต่ละชนิด มีราคาตามที่กำหนด ส่วนดีเซล จะไม่มีดีเซล 100% ดีเซลพื้นฐานจะถูกผสมด้วยน้ำมันปาล์มหรือไบโอดีเซลอย่างน้อย 7% เพื่อไม่ให้มีการรู้ต้นทุนราคาที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่กลไกตลาดเสรีอย่างที่อ้างเสมอ ใช่หรือไม่
กองทุนน้ำมันจึงมีสภาพเป็น กองทุนประกันกำไรให้โรงกลั่น ดูได้จากช่วงวิกฤตสงครามในอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา สงครามทำให้โรงกลั่นต่างประเทศถูกกระทบจากสงคราม จนบางแห่งไม่สามารถกลั่นน้ำมันได้จริง น้ำมันสำเร็จรูปจึงมีราคาสูงขึ้นทั้งจากภาวะสงครามและการโก่งราคา
แต่โรงกลั่นไทยทั้ง5โรงไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม แต่ได้อานิสงส์ลาภลอยจากสงครามซึ่งมีกำไรเพิ่มขึ้นมหาศาล เห็นได้จากกำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ทุกโรงกลั่นมีกำไรอู้ฟู่ ตั้งแต่ 200-900%
แต่รัฐบาลปัจจุบันไม่ได้ทำอย่างรัฐบาลในอดีต ที่มีการเก็บลาภลอยส่วนเกินที่ไม่ได้มาจากประสิทธิภาพ หรือการบริหาร แต่มาจากวิกฤตการณ์สงครามมาชดเชยราคาน้ำมันขายปลีกที่ประชาชนต้องแบกรับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง กลับต้องเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อใช้หนี้โรงกลั่นอีก ทั้งที่โรงกลั่นได้กำไรอย่างมหาศาลอยู่แล้ว
แม้รัฐมนตรีเอกนัฏได้กล่าวอ้างว่าสามารถเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่น 8,300 ล้านบาทมาลดราคาน้ำมันที่หน้าโรงกลั่นก็ตาม แต่ผู้ใช้น้ำมันไม่ได้รู้สึกว่าได้รับการลดราคา เพราะมีการขยักไปเก็บไว้ในกองทุนน้ำมัน ซึ่งกลายเป็นเก็บกำไรส่วนเกินไปคืนหนี้ให้โรงกลั่นอยู่ดี และจะเห็นได้ว่าโรงกลั่นมีการโยกส่วนลดราคาน้ำมันสิงคโปร์ที่เคยลดลง 11 บาทต่อลิตรไปไว้ที่ค่าการตลาดเมื่อวันที่8,9 เมษายน จากค่าการตลาดวันที่ 7 เมษายนที่1.56 บาทต่อลิตร โยกไปค่าการตลาดเป็น 5.53 บาทต่อลิตร และ 10.58 บาทต่อลิตรในวันที่ 8 และ 9 เมษายน 2569 ตามลำดับ ใช่หรือไม่ ?!
รัฐบาลไม่ใช้อำนาจตามกฎหมายในมือเพื่อกำหนดเพดานค่าการกลั่น ที่สามารถหยุดกำไรส่วนเกินวันละ 800-1,000 ล้านบาท ดังที่คุณโสภณ สุภาพงษ์อดีตซีอีโอบริษัทบางจากได้ประเมินไว้ เพื่อเอามาลดราคาน้ำมันแพงเกินสมควรให้ประชาชน
นอกจากไม่หยุดกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นแล้ว ยังเก็บเงินส่วนลดตามราคาตลาดโลก ไปเก็บไว้ในกองทุนน้ำมันอีก อ้างเพื่อใช้หนี้คืนโรงกลั่น แทนที่จะลดให้ผู้ใช้น้ำมันไปเลย เป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรแล้วหรือ?!
ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามได้ว่า ที่ทำเช่นนี้เพราะรัฐบาลปัจจุบันขาดความรู้ หรือ เพราะมีผลประโยชน์อะไรหรือไม่ ?
ก็ขอส่งข้อมูลนี้เป็นความรู้แก่นางแบกทั้งหลายได้โปรดหาความรู้ก่อนจะแบกรัฐบาลเรามาช่วยกันติเพื่อก่อ และช่วยกันแบกประชาชนให้ได้ประโยชน์คุัมค่าจากบรรดานักการเมืองที่นั่งเก้าอี้ดนตรีเข้ามาบริหารบ้านเมืองกันบ้างเถิดนะ
ประชาชนไม่ได้ให้ท่านทำงานให้ฟรี แต่จ่ายด้วยภาษี จากหยาดเหงื่อแรงงาน ก็ขอร้องว่าอย่าให้ประชาชนต้องเสียค่าโง่ หรือค่าแกล้งโง่ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีกมากเกินไปนักเลย"








