วันที่ 18 มิถุนายน 2569 กลุ่มแรงงานไทยที่ไปเก็บเบอรี่ในประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ เดินทางมายังรัฐสภาเพื่อร้องเรียนกรณีได้รับความเดือดร้อนจากการไปทำงานแล้วไม่ได้เงินตามที่ตกลงไว้ โดยระบุว่าถูกบริษัทจัดหางานผิดสัญญาและถูกหักค่าใช้จ่ายจำนวนมากจนแทบไม่เหลือเงินกลับบ้าน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรับผิดชอบตามที่เคยประกาศไว้
นางจุฑามาศ ศรีสงคราม อายุ 55 ปี หนึ่งในตัวแทนแรงงาน เปิดเผยถึงความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นว่า ตนและแรงงานคนอื่นๆ เดินทางไปเก็บเบอรี่ที่สวีเดนและฟินแลนด์อย่างถูกต้องตามกฎหมายผ่านการรับรองของกระทรวงแรงงาน แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด โดยเฉพาะในกรณีของฟินแลนด์ที่แรงงานบางส่วนถูกสัญญาว่าจะให้ไปเก็บในฟาร์ม แต่สุดท้ายกลับถูกส่งไปเก็บในป่าและไม่ได้เงินตามที่ตกลงไว้ ขณะที่ช่วงก่อนเดินทาง นายหน้าได้โฆษณาชวนเชื่อว่าการไปทำงานครั้งนี้จะสร้างรายได้มหาศาล บางคนอาจได้เงินถึง 100,000 บาท ไปจนถึง 400,000 บาท ซึ่งตนในฐานะคนใหม่ที่ไปในปี 2565 ก็หลงเชื่อและตัดสินใจเดินทางไปพร้อมกับสามี อย่างไรก็ตาม เมื่อไปถึงจริงกลับพบว่ามีค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่ถูกหักออกไปจำนวนมาก ทั้งค่าเครื่องบิน ค่ารถบัส ค่าน้ำมัน ค่าที่พัก และค่ากินอยู่
"ตอนคุยกับนายหน้าเขาบอกว่าไปทำงานจะได้เงินเยอะ บางคนได้เป็นแสน บางคนได้สามสี่แสน พี่ไปปี 65 ได้จริงแต่เขาหักเยอะ หักหมดทุกอย่าง ทั้งค่านายหน้าคนละ 8,000 บาท ค่าเครื่องบิน รถบัส น้ำมัน ห้องพัก ค่าอยู่ค่ากิน พี่กับแฟนทำงาน 3 เดือน เก็บได้ 300,000 กว่าบาท แต่พอหักแล้วเหลือเงินกลับบ้านสองคนผัวเมียแค่ 22,000 บาท ลงเครื่องมาเขาให้เงินติดตัวคนละ 1,000 บาท สรุปทำงาน 3 เดือนได้เงินแค่หมื่นหนึ่ง"
นางจุฑามาศเล่าต่อว่า สภาพการทำงานในสวีเดนนั้นต้องเข้าไปเก็บเบอรี่ในป่าสนที่รกร้างและเป็นเขาสูง ซึ่งแตกต่างจากป่าในประเทศไทย อีกทั้งยังไม่มีการอบรมเตรียมความพร้อมให้แรงงานก่อนเดินทาง ทั้งที่มีการอ้างว่ามีการอบรมแล้ว นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการทำประกันชีวิตที่ระบุว่าหากเสียชีวิตจะได้เงิน 2 ล้านบาท ซึ่งแม้ในกลุ่มของตนจะไม่มีผู้เสียชีวิต แต่มีแรงงานจากบริษัทอื่นเสียชีวิต และคนในกลุ่มของตนบางรายถึงขั้นเสียสุขภาพจิตจนต้องถูกส่งตัวกลับ
เป้าหมายสำคัญในการมาร้องเรียนครั้งนี้ คือการเรียกร้องให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รับผิดชอบต่อคำพูดในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งเคยการันตีไว้ว่าแรงงานที่เดินทางกลับมาจะต้องมีเงินเหลืออย่างน้อย 30,000 บาท เนื่องจากบริษัทจัดหางานต้องวางเงินประกันรายได้ไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)
"วันนี้มาเรียกร้องสิทธิ์ ให้ท่านสุชาติ ชมกลิ่น รับผิดชอบคำพูดสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่บอกว่าแรงงานส่งกลับต้องมีเงิน 30,000 บาทแน่นอน เพราะทางธนาคารเอาเงินไปวางไว้แล้ว กรมจัดหางานเป็นต้นสังกัดส่งพวกเราออกไป ต้องมารับผิดชอบโดยตรง จะโยนไปให้บริษัทไม่ได้ เงินประกันรายได้ 30,000 บาท หรือตามตัวเลขคือ 30,240 บาท ต้องจ่ายให้คนที่มีรายชื่อตามจริง ซึ่งตอนนี้จะเข้าปีที่ 5 แล้ว"
นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนแรงงานอีกรายที่ระบุว่าได้เดินทางกลับถึงไทยเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2565 และได้รวมตัวกันไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่จังหวัดขอนแก่นตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2565 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม
"พี่กลับถึงบ้านวันที่ 13 กันยายน 2565 รวมตัวกันไปยื่นเรื่องที่จังหวัดขอนแก่น ได้เงินมาแค่ 300 ยูโร ประมาณหมื่นต้นๆ ซึ่งไม่ตรงกับที่เขาบอก มันผิดสัญญาจ้างทุกอย่าง พอเป็นข่าวกรมจัดหางานเรียกไปทำเรื่องขอกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนทำงานต่างประเทศ แต่สุดท้ายเขามีหนังสือปฏิเสธกลับมาว่าหมดระยะเวลา 2 ปี ทั้งที่พี่เดินเรื่องมาตลอดตั้งแต่ปี 65"
กลุ่มแรงงานยืนยันว่าการเดินทางไปครั้งนี้ผ่านกระทรวงแรงงานอย่างถูกต้อง หากไม่ผ่านการรับรองพวกตนย่อมไม่กล้าตัดสินใจไปเสี่ยงดวงในต่างแดน ดังนั้นกรมจัดหาในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นและเร่งดำเนินการคืนเงินประกันรายได้ให้กับแรงงานที่มีสิทธิ์ตามจริงทุกคน
ด้านนางธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ สัดส่วนผู้ใช้แรงงาน พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการส่งออกแรงงานไทยไปต่างประเทศ โดยระบุว่าหน่วยงานของรัฐในปัจจุบันเปรียบเสมือน “เมืองลับแล” ที่การขอตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ทำได้ยากลำบากเนื่องจากระเบียบราชการและขั้นตอนด้านเอกสาร
โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจที่นายจ้างส่วนใหญ่ต้องส่งแรงงานผ่านกรมการจัดหางาน ซึ่งสร้างความกังวลว่าหากบริษัทเหล่านั้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบที่วางไว้ ผลกระทบอาจจะย้อนกลับมาที่ตัวหน่วยงานเอง จนกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้การแก้ไขปัญหาแรงงานไม่สามารถไปได้สุดทาง
ซึ่งหัวใจสำคัญของปัญหาคือการไม่ได้พูดความจริงกันว่าต้นตอที่แท้จริงเกิดจากบริษัทหรือกระบวนการใด พร้อมทั้งเสนอแนะว่าในอนาคตควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานให้เป็นลักษณะรัฐต่อรัฐ หรือ G2G เช่น ข้อตกลงระหว่างกระทรวงแรงงานประเทศไทยกับกระทรวงแรงงานประเทศฟินแลนด์ เพื่อตัดวงจรระบบนายหน้าที่ชาวบ้านเข้าไม่ถึงข้อมูล
ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าแรงงานส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศนั้นมาจากความยากจนและไม่มีทางเลือกในชีวิต ทั้งปัญหาปุ๋ยแพงและภัยแล้งในการทำนา จึงต้องแสวงหาโอกาสใหม่ โดยที่ผ่านมาภาครัฐเป็นผู้ให้การรับรองและจัดอบรมผ่านกรมการจัดหางาน ทำให้ชาวบ้านเกิดความมั่นใจในฐานะที่เป็นหน่วยงานราชการ แต่สุดท้ายกลับเกิดปัญหาและไม่มีการตอบรับเพื่อแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
นางธนพรยังเน้นย้ำว่ากระทรวงแรงงานและกรมการจัดหางานต้องสะสางปัญหาเก่าควบคู่ไปกับการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาใหม่ โดยเฉพาะการบริหารจัดการเงินกองทุนและเงินประกันรายได้ ซึ่งแรงงานเป็นผู้จ่ายเงินส่วนนี้ไปเอง โดยได้ยกตัวอย่างแนวทางที่นายสุชาติ ชมกลิ่น เคยระบุไว้ว่า หากบริษัทจะส่งแรงงานไปทำงาน 100 คน ควรให้นายจ้างวางเงินประกันคนละ 30,000 บาท ไว้ที่กรมการจัดหางาน เพื่อเป็นหลักประกันให้แรงงานในกรณีที่ไม่ได้งานทำหรือต้องเดินทางกลับ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่พบว่ามีการดำเนินการตามนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ยังพบปัญหาเรื่องการร้องเรียนที่ล่าช้า โดยแรงงานที่ไปร้องเรียนตั้งแต่ปี 2565 มักถูกปฏิเสธหรือถูกอ้างว่าเรื่องหมดอายุความไปแล้ว ซึ่งถือเป็นการผลักภาระให้ตกอยู่กับคนงาน ทั้งที่สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ควรเป็นสิทธิติดตัวที่ไม่ต้องรอให้มีการเรียกร้อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไปแล้ว แต่ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบยังคงต้องอยู่ที่หน่วยงานราชการ เพราะเงินกองทุนต่าง ๆ ยังอยู่ภายใต้การดูแลของกรมการจัดหางานที่ต้องรับผิดชอบต่อเงินทุกบาทที่แรงงานได้จ่ายเข้าระบบไป
"หน่วยงานของรัฐเป็นเหมือนเมืองลับแล เวลาเราจะขอตรวจสอบอะไรมันค่อนข้างยากด้วยระเบียบราชการ ยิ่งพอไปเจอฝั่งภาคธุรกิจที่นายจ้างต้องส่งคนผ่านกรมการจัดหางาน มันทำให้เกิดความกังวลว่าหากบริษัทไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแล้วจะเข้าตัวหน่วยงานเองหรือไม่ จนทำให้การแก้ไขปัญหาไปไม่สุด ปัญหาเก่าต้องสะสางและอย่าให้เกิดปัญหาใหม่ ภาระไม่ควรตกมาที่คนงาน เพราะสิทธิควรติดตัวผู้ใช้แรงงาน ไม่ใช่ต้องมาเรียกร้องเอาทีหลัง และไม่ว่ารัฐมนตรีจะเปลี่ยนไปกี่คน แต่ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบยังคงอยู่ที่หน่วยงาน เพราะเงินกองทุนต่าง ๆ อยู่กับกรมการจัดหางานที่ต้องดูแลรับผิดชอบเงินที่ชาวบ้านจ่ายไป" นางธนพร กล่าว








