ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และพลังงาน อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่เคยมีการศึกษาการปรับโครงสร้างค่าไฟอย่างจริงจัง การปรับเปลี่ยนที่ผ่านมามักเป็นการปรับตามต้นทุนเฉพาะหน้า ไม่ได้มองภาพรวมทั้งโครงสร้างอย่างแท้จริง การปรับโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องจัดให้มีการศึกษาโครงสร้างทั้งหมดเพื่อรองรับสิ่งใหม่ๆ ในอนาคต เช่น ประเภทของผู้ใช้ไฟฟ้า, ประเภทของบริการ, ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง Data Center, และระบบการจัดการไฟฟ้าชุมชน (Microgrid) ซึ่งต้องจ้างทีมจากภายนอกมาศึกษาซึ่งต้องใช้เวลาเป็นปี แต่ระหว่างศึกษาภาครัฐสามารถปรับค่าไฟชั่วคราวไปก่อน เมื่อผลการศึกษาสมบูรณ์แล้ว จึงประกาศโครงสร้างระบบค่าไฟรูปแบบใหม่ การแก้ปัญหาค่าไฟไม่ควรแก้ปัญหาเฉพาะบางส่วน เช่น การกำหนดให้ผู้ใช้บ้านอยู่อาศัยจ่ายไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย หรือรายอื่นจ่าย 4-5 บาท ง่ายเกินไป เพราะในความเป็นจริงยังมีผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาคอุตสาหกรรม โรงงาน SME และภาคธุรกิจ ซึ่งไม่ถูกนารวมในสมการนี้จึงมองว่าไม่เป็นธรรม
“ แม้ว่ามาตรการอุดหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Cross Subsidy) จะฟังดูดี ในแง่ของการเฉลี่ยทุกข เฉลี่ยสุข แต่ต้องคำนึงถึงสถานะการขาดทุน-กำไรของการไฟฟ้าด้วย เพราะปัจจุบัน กฟผ.ยังมีภาระหนี้คงค้างเหลืออยู่อีกหลายหมื่นล้านบาท ส่วนการคิดค่าไฟกับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ แพงกว่ากลุ่มอื่น อาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน และอาจทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้หนีไปประเทศอื่นที่จ่ายค่าไฟถูกกว่า” นายพรายพล กล่าว
ส่วนเรื่องน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากข้อตกลงระหว่างทรัมป์กับอิหร่าน ทำให้เปิดทางให้เรือขนส่งเดินทางได้ระดับหนึ่ง แม้ว่าปัจจุบันราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราวๆ 75 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ไม่น่าจะลงมาเท่าหรือน้อยกว่าช่วงสงครามซึ่งอยู่ที่ประมาณ 60-70 เหรียญ เนื่องจากยังมีเรื่องของทุ่นระเบิดที่ต้องเคลียร์ และค่าประกันภัยขนส่ง หากค่าประกันยังสูงและมีความเสี่ยง ต้นทุนการขนส่งก็ยังคงสูงอยู่ นอกจากนี้ยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1-2 เดือนในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากสงคราม เช่น โรงกลั่น, โรงแยกแก๊ส, โรงแปรรูปแก๊สธรรมชาติ และระบบขนส่งต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนของตัวเลขผลกระทบภายใน 1 สัปดาห์ และแน่นอนว่า เมื่อราคาน้ำมันโลกลด ก็จะส่งผลกระทบต่อโรงกลั่นในประเทศจากปัญหาขาดทุนจากการสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) ซึ่งตรงข้ามกับช่วงน้ำมันขาขึ้นที่ได้กำไรดี ตรงนี้มองว่า ภาครัฐอาจต้องพิจารณาเข้ามาช่วยเหลือชดเชยในกรณีที่เกิดการขาดทุนจริง หลังจากที่เคยมีการสั่งลดค่าการกลั่นในช่วงขาขึ้นมาก่อน แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูตัวเลขจากโรงกลั่นว่าจะได้รับผลกระทบจากส่วนนี้มากน้อยขนาดไหน เพราะราคาน้ำมันก็เพิ่งจะลดลงไม่นาน








