บรรยากาศที่อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และบริเวณโดยรอบ ในวันที่ 13 มิถุนายน 2569 เต็มไปด้วยพสกนิกรที่เดินทางมารอรับขบวนพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
โดยมีกำหนดการเคลื่อนขบวนพระศพในเวลา 15.30 น. ออกจากโรงพยาบาลจุฬาฯ ประตู 15 มุ่งหน้าไปทางถนนอังรีดูนังค์ เลี้ยวขวาเข้าถนนพระราม 4 เลี้ยวขวาเข้าถนนพญาไท และเลี้ยวซ้ายที่แยกศรีอยุธยา เพื่อเข้าสู่ถนนศรีอยุธยา ถนนราชดำเนินนอก ผ่านถนนราชดำเนินกลาง ถนนราชดำเนินใน และสนามหลวง ก่อนจะเคลื่อนเข้าสู่ประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง ตามลำดับ
จากการลงพื้นที่สอบถามประชาชนที่มารอเฝ้าฯ รับขบวนพระศพ พบว่าหลายคนเดินทางมาปักหลักรอตั้งแต่เช้าตรู่ เช่นเดียวกับ นางจินตนา อายุ 68 ปี พสกนิกรที่เดินทางมาจากย่านสวนหลวง ร.9 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เธอเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็นจุดที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เคยเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจนน้ำแห้งสนิท โดยนางจินตนาได้ให้หลานมาช่วยจองที่นั่งรอรับขบวนพระศพไว้ให้ตั้งแต่เช้าก่อนที่เธอจะเดินทางตามมาสมทบ แม้ระยะทางจะไกลแต่ด้วยความตั้งใจจึงมองว่าไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางมาส่งเสด็จในวันนี้
นางจินตนา เปิดเผยความรู้สึกเมื่อได้ทราบข่าวเป็นครั้งแรกว่า "หัวใจสลาย ทำอะไรอยู่ก็วางแล้วก็หยุดไว้ก่อน เพราะว่ามันเรื่องจริงเหรอ นึกอยู่อย่างนี้ว่ามันใช่เรื่องจริงเหรอ ทำไมต้องใจร้าย เอาแต่คนดี ๆ ไปหมด พูดไม่ออก คนอื่นที่ไม่ดีเยอะ ๆ ทำไมเขาไม่เอาไป เอาแต่คนดี ๆ ไป แต่ก็ปู่ ย่า หลาน ก็ได้ไปเจอกันแล้ว ขอให้พระองค์ท่านไปดูพวกเราอยู่บนสวรรค์นะ ให้มองมาดู ตรงไหนที่ไม่ดีให้พระองค์ท่านปัด ๆ ไป ให้ประเทศไทยดีขึ้น
ถ้าไม่มีพระราชวงศ์ทุกพระองค์ เราคงไม่ได้มานั่งอยู่อย่างนี้ เราคงไม่มีที่นั่ง ไม่มีที่ยืนเหมือนทุกวันนี้ ทุกวันนี้ที่เราอยู่ดีมีสุขก็พระองค์ท่านที่ทำให้เรามีแผ่นดินอยู่ ถ้าไม่ได้พระองค์ท่านทุกพระองค์หล่อหลอมกันมา เราคงไม่มีตรงนี้ ก็สอนลูกว่าต้องรักนะ เรามีประเทศชาติได้ก็เพราะทุก ๆ พระองค์ ให้รักทุกพระองค์ สิ่งที่พ่อในหลวง ร.9 และสมเด็จพระพันปีหลวงทรงทำไว้ มีแต่สิ่งดี ๆ ทั้งนั้น" นางจินตนา กล่าว
นายโกมล อายุ 60 ปี กล่าวว่า เดินทางมาจากจังหวัดฉะเชิงเทราเพียงลำพังด้วยรถโดยสารสาธารณะ เดินทางมาถึงและนั่งรออยู่บนเก้าอี้ภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาโดยไม่ได้นอนหลับ เพื่อตั้งใจรอส่งเสด็จพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายและจะอยู่ต่อไปจนถึงเช้าวันพรุ่งนี้
"ท่านเป็นเหมือนนางฟ้าเลยครับ ผมเคยรับเสด็จท่านใกล้ ๆ 2 ครั้ง ตอนนั้นผมทำงานอยู่วัดหลวงพ่อโสธร ท่านเสด็จมาที่วัด ท่านนางฟ้ามากครับ รักท่านมากครับ รักทุกองค์ครับ ก็ต้องมาครับ" นายโกมล กล่าว เช่นเดียวกับ นางสายหยุด อายุ 65 ปี ที่เดินทางมาเพียงลำพังด้วยความรักที่มีต่อพระองค์ภาและสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยนางสายหยุดกล่าวว่า มีความผูกพันมาอย่างยาวนานและเคยมีโอกาสมาเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรมาก่อนในอดีต ซึ่งแม้จะเสียใจอย่างมากต่อการสูญเสียในครั้งนี้แต่ก็ตั้งใจมาส่งเสด็จด้วยตนเอง
"ร้อนก็ไม่เป็นไร มาด้วยใจ เคยมาเฝ้าอยู่ค่ะ มารับพระราชินี เสียใจนะแต่ก็รักท่าน อันนี้ตั้งใจมาส่งพระศพเป็นครั้งสุดท้าย" นางสายหยุด กล่าว
ขณะที่ นางนภัสสร อายุ 59 ปี ชาวสาทร กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า รู้สึกสะเทือนใจหลังจากทราบประกาศอย่างเป็นทางการ แม้จะมีการเตรียมใจไว้บ้างจากการติดตามข่าวพระอาการประชวรมาโดยตลอดก็ตาม นางนภัสสรเล่าถึงประวัติความผูกพันกับสถาบันฯ ว่า หลังจากเลิกขายของเมื่อปี 2559 ได้มีโอกาสเข้าทำงานเป็นแม่บ้านที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นเวลา 2 ปี ในตึกและแผนกที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือ MRI และ CT Scan ซึ่งเป็นสถานที่ที่รัชกาลที่ 9 ทรงเคยรักษาพระองค์ จากนั้นได้ย้ายไปทำงานที่วัดพระแก้วอีกหลายปี จนกระทั่งเกษียณอายุและมาทำงานที่กรมสรรพากรใกล้บ้านในปัจจุบัน
ซึ่งนางนภัสสรมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเหมือนสวรรค์จัดสรรให้ได้อยู่ใกล้ชิดรับใช้เบื้องพระยุคลบาท และมักจะย้ำเตือนกับบุตรหลานเสมอว่าคนไทยต้องมีความจงรักภักดีและยึดมั่นในสถาบันฯ เพื่อไม่ให้คนรุ่นหลังห่างเหินจากรากเหง้าของตนเอง พร้อมทั้งกล่าวขอพระราชทานถวายพระพรให้ดวงพระวิญญาณของพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย หลังจากที่ทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระกรณียกิจเพื่อราษฎรมาอย่างมากมาย
"ป้าบอกลูกว่า ถ้ามีเวลาลูกก็เข้าไปกราบได้นะ เพราะยังไงเราคนไทย ราชวงศ์เราต้องจงรักภักดี ต้องยึดมั่นเอาไว้ ถ้าเราไม่บอกเด็กรุ่นหลังนี่แน่นอนเราจะห่างกันไป ขอให้พระองค์ไปสู่สรวงสวรรค์นะคะ พระองค์ทำเพื่อประชาชน เพื่อราษฎรมาเยอะ อยากให้พระองค์ท่านสู่ปรินิพพาน" นางนภัสสร กล่าว
สำหรับบรรยากาศ เวลา 16.26 น. เมื่อขบวนพระศพเคลื่อนผ่านด้านหน้าอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ประชาชนที่มารอรับต่างอยู่ในอาการสงบนิ่ง พนมมือตั้งจิตอธิษฐานเพื่อส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางการดูแลความสะดวกของเจ้าหน้าที่ตลอดเส้นทางที่มีการเคลื่อนขบวนพระศพผ่าน เพื่อมุ่งหน้าสู่พระบรมมหาราชวังตามกำหนดการที่วางไว้








