วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวรายงานผลการปรับปรุงศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชตลอดระยะเวลา 4 ปี และแผนการพัฒนาพื้นที่สู่ต้นแบบนิคมสีเขียว (Green Industry)
โดยนายชัชชาติ ระบุว่า ศูนย์ขยะอ่อนนุชเป็นศูนย์ที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาสามศูนย์หลักของกรุงเทพมหานคร ซึ่งที่ผ่านมาเผชิญข้อกังวลเรื่องกลิ่นเหม็นกระทบชุมชนโดยรอบอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ได้เร่งดำเนินการปรับปรุง 4 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย โรงขนถ่ายขยะมูลฝอย 1,000 ตัน ซึ่งปรับปรุงอาคารเป็นระบบปิด 100% ติดตั้งประตูอัตโนมัติ 8 บาน ระบบบำบัดอากาศขนาด 60,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และปลูกต้นไม้โดยรอบ 200 ต้น ซึ่งเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2566
ต่อมาคือโรงกำจัดขยะ MBT 800 ตัน ของบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT) ที่อยู่ติดหมู่บ้านอิมพีเรียล (Imperial) ซึ่งเคยมีปัญหาร้องเรียนมากที่สุด ได้มีการปรับปรุงถึง 10 รายการ อาทิ การทำระบบปิดสมบูรณ์แบบ ประตูรับขยะ 2 ชั้น (Double Door) จำนวน 5 บาน ติดตั้งระบบบำบัดอากาศขนาด 167,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ม่านอากาศ อุโมงค์ควบคุมกลิ่นพร้อมระบบพ่นน้ำยาจุลินทรีย์ และบ่อล้างล้อรถขยะอัตโนมัติ รวมถึงการนำนวัตกรรม "E-Nose" หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์มาติดตั้ง 5 จุดเพื่อวัดค่ากลิ่นด้วยเซ็นเซอร์ที่เป็นกลาง ลดการใช้ความรู้สึกของบุคคลในการตัดสิน
ส่วนโรงหมักปุ๋ยขนาด 1,000 ตัน และ 600 ตัน ซึ่งเป็นสัญญาเดิมที่ทำไว้ก่อนคณะผู้บริหารชุดนี้จะเข้ามา แม้ในสัญญาจะไม่มีเงื่อนไขเรื่องการปรับกรณีเกิดกลิ่นเหม็น แต่ กทม. ได้เจรจาให้ติดตั้งระบบ E-Nose เพิ่มรวม 6 จุด กล้อง CCTV และปรับปรุงภูมิทัศน์ โดยโรงหมักปุ๋ย 600 ตันจะหมดสัญญาในเดือนธันวาคมปีนี้ และโรง 1,000 ตันจะหมดสัญญาในปีหน้า ซึ่งมีแนวโน้มจะไม่ต่อสัญญาและจะเปลี่ยนไปใช้ระบบโรงเผาขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าขนาด 1,000 ตันแทน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงทดสอบระบบโดยรับขยะวันละ 400 ตัน และจะเริ่มดำเนินงานเต็มรูปแบบในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
"แม้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จะแสดงให้เห็นว่าค่าเฉลี่ยของกลิ่นลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ประชาชนอาจไม่ได้สนใจเพียงแค่ค่าเฉลี่ย เพราะพวกเขาสนใจวันที่กลิ่นรุนแรงที่สุดซึ่งกระทบต่อการใช้ชีวิต ดังนั้นเป้าหมายต่อไปคือต้องทำให้ไม่มีวันที่กลิ่นพุ่งสูงขึ้นเลย แม้เทรนด์จะมาถูกทางแต่เราต้องทำงานให้หนักขึ้นเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในบางวันที่เกิดขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านรอบศูนย์ขยะรู้สึกสบายใจได้อย่างแท้จริง โดยค่าเฉลี่ยเป็นเพียงตัวชี้วัดว่าเราเดินมาถูกทาง แต่การจัดการกับค่าสูงสุดในแต่ละวันคือสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเพื่อลดความทุกข์ของประชาชน" นายชัชชาติ กล่าว
ด้านนายพรพรหม เปิดเผยว่า จากการติดตามผลข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ช่วง 16 เดือน (กุมภาพันธ์ 2568 – มีนาคม 2569) พบว่าค่าความเข้มข้นของกลิ่นในหน่วย D/T (Dilution to Threshold) ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 9 D/T โดยหมู่บ้านอิมพีเรียลมีค่าเฉลี่ยเพียง 2.44 D/T ลดลง 26% ชุมชนเกาะลอยลดลง 41% และหน้าโรงงาน MBT ลดลง 34% จาก 8 D/T เหลือ 5.26 D/T เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลแบบปีต่อปีในเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าค่ากลิ่นลดลงถึง 70-88% ซึ่งสอดคล้องกับสถิติการร้องเรียนผ่านระบบ Traffy Fondue ที่ลดลงถึง 51% ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายนของปีงบประมาณ 2568 เทียบกับ 2569
แม้จะยังมีเสียงสะท้อนจากชาวบ้านว่ามีกลิ่นอยู่บ้างแต่ความถี่ลดน้อยลงกว่าเดิมมาก สำหรับแผนในอนาคต กทม. เตรียมปรับโฉมพื้นที่โรงขยะที่หมดสัญญาให้เป็น "นิคมสีเขียว" โดยขยายผลจากสวนป่าเดิม 55 ไร่ที่ได้รับความร่วมมือจาก ปตท. และ GC เพิ่มพื้นที่อีก 161 ไร่ พัฒนาเป็นแก้มลิงรับน้ำ พื้นที่ออกกำลังกาย และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
รวมถึงการทำโรงจัดการเศษอาหารระบบปิดที่เปลี่ยนขยะเป็นปุ๋ยอัดเม็ดภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อส่งเสริมการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางซึ่งปัจจุบันช่วยลดปริมาณขยะของ กทม. จาก 10,000 ตัน เหลือประมาณ 9,239 ตันต่อวัน ทั้งนี้นายชัชชาติได้ยืนยันความโปร่งใสในการตรวจสอบสัญญาจ้าง โดยมีการปรับเงินกรณีบริษัทกำจัดขยะไม่หมดวันต่อวันหรือปฏิบัติผิดวิธีตามเงื่อนไขอย่างเข้มงวด พร้อมยอมรับคำวิจารณ์จากทุกภาคส่วนรวมถึงกรณีที่ สส. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตเรื่องระบบปิด โดยยืนยันว่าแม้จะไม่สามารถปิดสนิทได้ 100% เหมือนกระป๋องซีลแต่ได้ปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าในอดีตมาก และพร้อมพัฒนาต่อเนื่องเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน








