วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ถึงการพิจารณาข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยระบุว่าการเสนอร่างในปีนี้มีความขลุกขลักเนื่องจากอยู่ในช่วงการเลือกตั้ง ทำให้ปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้เสนอร่างเข้าสภาฯ แทนตามเงื่อนไขกฎหมายที่ต้องยื่นก่อนปีงบประมาณใหม่ 90 วัน หรือช่วงต้นเดือนกรกฎาคม สำหรับหลักการในปีนี้กรุงเทพมหานครเสนองบประมาณแบบสมดุลในวงเงิน 93,000 ล้านบาท โดยคาดการณ์รายได้อยู่ที่ประมาณ 98,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 1,000 ล้านบาท
สำหรับงบประมาณปีนี้มีข้อสังเกตสำคัญคือภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างรายได้กับค่าจ้างเดินรถไฟฟ้า BTS ส่วนต่อขยายจำนวนกว่า 5,000 ล้านบาท และค่าดอกเบี้ยโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องจ่ายคืนกระทรวงการคลัง โดยปีนี้สภาฯ แนะนำให้ตั้งเป็นงบประมาณรายปีแทนการใช้เงินสะสม ส่งผลให้เมื่อหักภาระหนี้ดังกล่าวออกไปจะเหลือเงินงบประมาณสำหรับบริหารจัดการจริงประมาณ 87,000 ล้านบาท
เมื่อรวมเงินลงทุนด้านสินทรัพย์อีกประมาณ 29,000 ล้านบาท จะทำให้ยอดรวมงบประมาณอยู่ที่ประมาณ 122,000 ล้านบาท โดยงบลงทุนในปีนี้จะลดลงเหลือประมาณ 16,000 ล้านบาท เนื่องจากการหักภาระหนี้ 6,000 ล้านบาทดังกล่าว ในขณะที่งบประมาณรายเขตยังคงใกล้เคียงเดิมที่ 6,600 ล้านบาท เพื่อเน้นพัฒนาพื้นที่ เช่น การทำถนน ส่วนโครงการขนาดใหญ่ยังคงดำเนินการต่อเนื่องแต่เป็นลักษณะงบผูกพัน โดยในปีนี้มีโครงการใหม่ที่มีภาระผูกพันลดลงเหลือเพียง 14 โครงการ ตามเงื่อนไขงบประมาณที่จำกัด
อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครยังมีความกังวลเรื่องรายรับ โดยเฉพาะเป้าหมายรายได้ที่เก็บเอง 23,000 ล้านบาท จากภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และภาษีป้าย ส่วนรายได้ที่รัฐบาลเก็บให้ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าธรรมเนียมรถ กำลังได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐบาลที่ลดค่าธรรมเนียมโอนอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% และขยายเพดานวงเงินเป็น 7 ล้านบาท ซึ่งอาจทำให้กรุงเทพมหานครสูญเสียรายได้เกือบ 5,000 ล้านบาท
โดยนายชัชชาติระบุว่าจำเป็นต้องหารือกับรัฐบาลเพื่อขอการชดเชยเนื่องจากไม่ได้ประมาณการส่วนนี้ไว้ ซึ่งขณะนี้ยังพยายามประคองงบประมาณปี 2569 ให้ไม่มีปัญหา แต่หากนโยบายนี้ยังดำเนินต่อไปในปีหน้าจะต้องมีการพูดคุยเรื่องการชดเชยอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ กทม. ยังได้เปิดตัวเว็บไซต์ Open Budget เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลงบประมาณแบบ Open Data และให้คำแนะนำได้ ส่วนประเด็นการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการวิสามัญของสภาฯ นายชัชชาติกล่าวว่า ตนว่าไม่มีปัญหา ตนว่าดี ทุกอย่างก็ต้องโปร่งใส เปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ แต่เราต้องเคารพสภาฯ เพราะเป็นเรื่องที่สภาฯ ตัดสินใจ สำหรับฝ่ายบริหารไม่มีข้อกังวล เพราะเราพร้อมให้ประชาชนเห็นการทำงานของเราอยู่แล้ว
ในส่วนของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว นายชัชชาติมองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาต่อ โดยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 2 เดือนก่อนให้โอนทั้งหนี้ สินทรัพย์ และสิทธิคืนให้กับรัฐบาล เพื่อบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมและค่าโดยสารให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณของกรุงเทพมหานครและนำเงินกลับมาดูแลประชาชนในด้านอื่นได้มากขึ้น
สำหรับการเจรจากับทาง BTS นั้น นายชัชชาติเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาเพราะเป็นเพียงการเปลี่ยนเจ้าของภายใต้เงื่อนไขสัญญาเดิม แต่ประเด็นสำคัญคือการหารือกับรัฐบาลเรื่องมูลค่าโครงการหรือ Book Value ที่รัฐบาลอาจต้องชดเชยให้ กทม. เพื่อลดภาระในอนาคตและแก้ปัญหาค่าโดยสาร ซึ่งเรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการและหารือร่วมกับสภากทม. เนื่องจากเป็นทรัพย์สินขนาดใหญ่
สำหรับภาระค่าก่อสร้างที่ยังค้างอยู่นั้น นายชัชชาติชี้แจงว่าน่าจะรวมอยู่ใน Book Value เพื่อชำระรวมกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่หากโอนกลับไปเป็นของรัฐบาล แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาคือมูลค่าปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากในปี 2572 รายได้ทั้งหมดจะกลับมาเป็นของกรุงเทพมหานคร 100% จึงต้องมีการตีมูลค่าทรัพย์สินและค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ชัดเจน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการเจรจาตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งมีที่ปรึกษากำลังจัดทำตัวเลขสรุปที่ชัดเจนอยู่








