หากเราเดินเข้าไปในหน่วยงานราชการ แล้วเห็นโต๊ะเก้าอี้วางเรียงราย หรือรถประจำตำแหน่งจอดอยู่ในลานจอดรถ เราสามารถประเมินด้วยสายตาได้ทันทีว่าของเหล่านั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ราคาควรจะอยู่ที่ประมาณไหน เพราะมันคือครุภัณฑ์ที่จับต้องได้ ที่มีรูปร่างและวัสดุชัดเจน
แต่ในยุคที่ประเทศไทยมุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล งบประมาณมหาศาลถูกเปลี่ยนทิศทางไปสู่สิ่งที่มองไม่เห็น นั่นคือ "ระบบซอฟต์แวร์" และ "แอปพลิเคชัน" ปัญหาสิ่งที่มองไม่เห็นนี้คือความซับซ้อนที่กลายเป็นเกราะกำบังชั้นดี ระบบดิจิทัลมักถูกออกแบบมาให้ซับซ้อนสูง และความซับซ้อนเหล่านี้มักจะมองเห็นได้เฉพาะคนที่สร้างหรือใช้งานระบบเท่านั้น เมื่อ "ซอฟต์แวร์" กลายเป็น "หลุมดำ" ที่ดูดงบประมาณลงไปโดยที่พลเมืองไม่รู้ความคุ้มค่า จึงจำเป็นต้องมี "แว่นขยาย" พิเศษเพื่อถอดรหัสความโปร่งใสในโลกดิจิทัล
เกณฑ์ประเมินราคาสิ่งที่จับต้องไม่ได้
ในการตรวจสอบว่างบประมาณไอทีแพงเกินจริงหรือไม่ รัฐมีไม้บรรทัดมาตรฐานที่ถูกกำหนดไว้เพื่อเป็นเกณฑ์กลางในการคำนวณงบประมาณ ดังนี้
บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ (MDES): จัดทำโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อกำหนด "คุณลักษณะพื้นฐานขั้นต่ำ" และราคากลางของฮาร์ดแวร์ ยกตัวอย่าง Server สำหรับงานประมวลผลทั่วไป ราคามาตรฐานอาจอยู่ที่ 130,000 บาท ช่วยป้องกันการซื้อของสเปกต่ำแต่ราคาแพงเกินจริง
การคำนวณแบบ Function Point (FP): เป็นการวัด "พื้นที่ใช้สอย" ของบ้านดิจิทัล แทนที่จะนับจำนวนบรรทัดของโค้ด แต่จะดูที่ "ฟังก์ชันการทำงาน" ที่ส่งมอบให้ผู้ใช้งานจริง เช่น ระบบมีการเก็บข้อมูลกี่ประเภท มีการทำรายงานกี่รูปแบบ วิธีนี้ช่วยให้ประเมินงบประมาณได้มากขึ้น ไม่ว่าจะใช้เทคโนโลยีใดพัฒนา
การคิดค่าแรงแบบ Man-Month: คือการจ่ายตาม "ค่าแรงสมอง" ของผู้เชี่ยวชาญไอที โดยอ้างอิงจากมาตรฐานวิชาชีพ เช่น นักวิเคราะห์ระบบ หรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งแต่ละตำแหน่งมีอัตราค่าจ้างที่แตกต่างกันตามระดับทักษะและประสบการณ์
สัญญาณอันตราย
แม้จะมีมาตรฐาน แต่โลกของงบประมาณดิจิทัลยังมีช่องโหว่ที่เสี่ยงต่อการทุจริตคล้ายกับงานก่อสร้าง แต่ซับซ้อนกว่า
การล็อก TOR และ Vendor Lock-In: การกำหนดคุณสมบัติทางเทคนิคที่เจาะจงเฉพาะแบรนด์ หรือเทคโนโลยีของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ทำให้คู่แข่งรายอื่นเข้าไม่ถึง และทำให้รัฐตกอยู่ในสภาวะจำยอมที่ต้องใช้เจ้าเดิมไปตลอด เพราะระบบถูกออกแบบมาให้เชื่อมต่อกับเจ้าอื่นได้ยาก
การประเมินความซับซ้อนเกินจริง: การเขียนโครงการตามใบสั่งเพื่อสร้างระบบที่ฟุ่มเฟือยเกินภารกิจจริงของหน่วยงาน เช่น ออกแบบแอปฯ ซับซ้อนระดับโลก ทั้งที่ต้องการเพียงระบบลงทะเบียนง่ายๆ เพื่อเพิ่มมูลค่างานให้ผู้รับเหมา
การจ้างช่วงหลายทอด: มีการใช้บริษัท "นอมินี" มาประมูลงานแล้วหักหัวคิวหลายต่อ ทำให้งบที่เหลือไปถึงคนทำงานจริงไม่เพียงพอ นำไปสู่การลดคุณภาพซอฟต์แวร์หรือส่งงานล่าช้า
ค่าบำรุงรักษา: หลังจบประกันปีแรก มักมีการตั้งงบถึง 15-20% ของมูลค่าโครงการทุกปี หากใน TOR ไม่ระบุให้ส่งมอบ Source Code หรือโครงสร้างระบบอย่างละเอียด จะเกิดสภาวะ Vendor Lock-In หรือการมัดมือชกให้ต้องจ้างเจ้าเดิมไปตลอด
กลไกตรวจสอบในยุคใหม่
ปัจจุบันมีเครื่องมือและกระบวนการตรวจสอบมากขึ้น ดังนี้
ข้อตกลงคุณธรรม: ใช้ในโครงการขนาดใหญ่ (1,000 ล้านบาทขึ้นไป) โดยมี "ผู้สังเกตการณ์อิสระ" ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอนตั้งแต่ร่าง TOR จนถึงส่งมอบงาน ข้อมูลกรมบัญชีกลางระบุว่า ตั้งแต่ปี 2558-2568 ช่วยประหยัดงบแผ่นดินกว่า 1.12 แสนล้านบาท
ACT AI และ Open Data: เครื่องมือตรวจสอบดิจิทัลจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) มาวิเคราะห์หาความผิดปกติ เช่น บริษัทที่เพิ่งตั้งใหม่แต่ชนะงานรัฐมูลค่าสูง
โมเดลจากต่างประเทศ: เช่น เอสโตเนีย ที่ใช้สัญญาแบบกรอบการจัดซื้อที่เน้นความยืดหยุ่นและการแข่งขันที่เป็นธรรม หรือฝรั่งเศส ที่เปลี่ยนไปใช้ซอฟต์แวร์ Open Source เพื่อลดการผูกขาดและประหยัดงบ
เปลี่ยนการซื้อของเป็นซื้อประโยชน์
การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลที่แท้จริงอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนกระบวนการ ดังนี้
เน้นผลลัพธ์: จ่ายเงินตามความสำเร็จและประสิทธิภาพจริง ไม่ใช่แค่ส่งมอบโค้ด
แบ่งโครงการเป็นส่วนย่อย: เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาแข่งขันได้ ลดการผูกขาดจากรายใหญ่
พลังพลเมืองตื่นรู้: การติดตามผลและตั้งคำถามผ่านเครื่องมืออย่าง ACT AI หรือระบบ "ภาษีไปไหน" จะเป็นแรงกดดันให้หน่วยงานรัฐใช้อย่างคุ้มค่า
ทั้งนี้ หากงบประมาณดิจิทัลโปร่งใส เงินภาษีทุกบาทจะถูกเปลี่ยนเป็นบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไทย ไม่ใช่ตัวเลขที่สูญหายไปในหลุมดำเทคโนโลยี








