ปัจจุบันความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการจำกัดการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่าน ยังคงส่งผลให้ปริมาณการขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ตลอดจนสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น ปุ๋ยและฮีเลียม ลดลงอย่างมาก นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง แห่งสิงคโปร์ ได้ออกมาเตือนประชาชนถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะ "ชะงักงันควบคู่เงินเฟ้อ" (Stagflation) ซึ่งจะทำให้ผลผลิตลดลงขณะที่ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นกว่า 60% นับตั้งแต่สงครามปะทุ
เพื่อรับมือวิกฤตนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ได้เรียกประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีจัดการวิกฤตการณ์ภายในประเทศ (Homefront Crisis Ministerial Committee) โดยมีรองนายกรัฐมนตรีกาน คิม หยง เป็นที่ปรึกษา เพื่อเร่งแผนฉุกเฉินในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานด้วยการจัดหาน้ำมันดิบจากนอกตะวันออกกลาง และกระชับความร่วมมือกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เพื่อรักษาสายพานการจัดหาอาหาร พร้อมเตรียมมาตรการเยียวยาค่าครองชีพ เช่น การจ่ายเงินคืน U-Save และแพ็กเกจช่วยเหลือภาคธุรกิจ
สอดคล้องกับการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ที่ประกาศคุมเข้มนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2026 เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ (S$NEER) หวังลดทอนผลกระทบจากเงินเฟ้อนำเข้า พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานและเงินเฟ้อทั่วไปสู่ระดับ 1.5 ถึง 2.5% จากเดิมที่คาดไว้ 1 ถึง 2%
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจเติบโตชะลอตัวลง โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 ขยายตัวเพียง 4.6% ลดลงจาก 5.7% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่ง MAS ประเมินว่าต้นทุนพลังงานและราคาสินค้านำเข้าจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปแม้จะมีการฟื้นฟูอุปทานได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม ภาคการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลกยังคงมีความยืดหยุ่นและเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจในขณะนี้
ในมิติด้านแรงงาน นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ได้กล่าวในงานวันแรงงาน (May Day Rally) เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 โดยยอมรับว่า AI จะเข้ามาปฏิรูปอุตสาหกรรมและสร้างความกังวลให้แก่ประชาชนถึงการถูกเลิกจ้าง แต่รัฐบาลให้คำมั่นว่า "แม้ไม่สามารถปกป้องงานได้ทุกตำแหน่ง แต่จะปกป้องคนงานทุกคน ผ่านการสร้างงานใหม่ที่ดีกว่าเดิม"
โดยมีการจัดตั้งสภาการจ้างงานสามฝ่าย (Tripartite Jobs Council) เพื่อสนับสนุนแรงงานกลุ่มเปราะบาง เช่น สตรีที่กลับเข้าสู่ตลาดงาน แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง และผู้สูงอายุ รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งให้โครงการ SkillsFuture และมอบสิทธิการเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมฟรี 6 เดือนสำหรับผู้ที่เข้าอบรมหลักสูตรที่กำหนด ซึ่งผู้นำสหภาพแรงงานอย่าง เค ธนาเลกชิมิ และ ซันจีฟ กุมาร ติวารี ต่างเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับทัศนคติเพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง
ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ยังเร่งยกระดับความมั่นคงทางอาหารภายใต้ยุทธศาสตร์ "Singapore Food Story 2" โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม เกรซ ฟู ได้ประกาศเป้าหมายใหม่ในปี 2035 ที่ต้องการผลิตพืชเส้นใย (ผักใบเขียว มะเขือเทศ เห็ด) ให้ได้ 20% และผลิตโปรตีน (ไข่ อาหารทะเล) ให้ได้ 30% ของการบริโภคภายในประเทศ
ซึ่งเป็นการปรับปรุงจากเป้าหมาย "30-by-30" เดิม เพื่อรับมือกับความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลกที่เคยเผชิญกับปัญหาการปิดพรมแดนและการห้ามส่งออกในช่วงที่ผ่านมา โดยกลยุทธ์หลักจะเน้นที่ 4 เสาหลัก ได้แก่ การเพิ่มผลผลิตในท้องถิ่น การกระจายแหล่งนำเข้า การปรับปรุงกลยุทธ์การสำรองอาหาร และการสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าสิงคโปร์จะสามารถยืนหยัดท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของโลกในอนาคตได้อย่างยั่งยืน








