สถานการณ์คอร์รัปชันของสิงคโปร์ในปี 2025 ยังคงรักษามาตรฐานความโปร่งใสในระดับโลกได้อย่างโดดเด่น โดยจากการจัดอันดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2025 โดยองค์กรโปร่งใสสากล (Transparency International) สิงคโปร์ครองอันดับ 3 ของโลกจากทั้งหมด 182 ประเทศ ด้วยคะแนน 84 คะแนน ซึ่งเท่ากับปีที่ผ่านมา และยังคงเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
นอกจากนี้สิงคโปร์ยังได้รับความเชื่อมั่นในระดับสูงจากการจัดอันดับอื่นๆ เช่น ครองอันดับ 2 ในด้านการปราศจากการทุจริตจากดัชนีหลักนิติธรรมของ World Justice Project (WJP) ปี 2025 และได้รับคะแนนดีที่สุดในรายงานด้านคอร์รัปชันของ Political and Economic Risk Consultancy (PERC) ประจำปี 2025
โดยสถิติจากสำนักสืบสวนการกระทำทุจริต (CPIB) ระบุว่าในปี 2025 จำนวนรายงานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตลดลงเหลือเพียง 160 เรื่อง ซึ่งลดลงร้อยละ 10 จาก 177 เรื่องในปี 2024 และมีคดีที่ถูกขึ้นทะเบียนเพื่อสืบสวนสอบสวนเพียง 68 คดี ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับ 75 คดีในปี 2024 และ 81 คดีในปี 2023
คดีส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคเอกชน โดยร้อยละ 94 ของผู้ถูกดำเนินคดี หรือ 84 คนจากทั้งหมด 90 คน เป็นบุคคลจากภาคเอกชน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐมีเพียง 6 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 6 เท่านั้น อุตสาหกรรมที่มีความเปราะบางสูงต่อการทุจริตในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้แก่ ภาคการก่อสร้าง การผลิต การขนส่งและคลังสินค้า
สำหรับในภาคสาธารณะมีคดีที่เกิดขึ้นเพียงคดีเดียวที่เกี่ยวข้องกับการพยายามให้สินบนจำนวน 150 ดอลลาร์สิงคโปร์แก่เจ้าหน้าที่ทดสอบขับรถที่ศูนย์ฝึกขับรถ Bukit Batok เพื่อแลกกับการผ่อนปรนในการสอบ อย่างไรก็ตามความแข็งแกร่งของระบบยังสะท้อนผ่านกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐร้อยละ 32 หรือจำนวน 22 คดี เป็นผู้ปฏิเสธการรับสินบนจากประชาชน ซึ่งมาจากหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและด่านตรวจ (ICA), กรมการขนส่งทางบก (LTA), สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (NEA), กองบังคับการตำรวจสิงคโปร์ (SPF) และ Certis Cisco Aviation Security
ความสำเร็จในการปราบปรามยังรวมถึงอัตราการตัดสินลงโทษที่สูงถึงร้อยละ 100 หากไม่นับรวมคดีที่ถูกถอนออกด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมหรือการหลบหนี ซึ่งจะอยู่ที่ร้อยละ 91 ตัวอย่างคดีที่สำคัญคือการลงโทษอดีตรองสารวัตรตำรวจ Koh Kian Tiong วัย 52 ปี จากหน่วยปราบปรามผู้มีอิทธิพล (CID) ที่รับสินบนรวม 47,700 ดอลลาร์สิงคโปร์ จากเจ้าของบ่อนพนันเพื่อแลกกับข้อมูลปฏิบัติการ โดยเขาหลบหนีคดีไปนานถึง 17 ปี ก่อนจะถูกส่งตัวกลับจากจีนและถูกตัดสินลงโทษจำคุก 9 ปี เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2025
มาตรการที่เด็ดขาดนี้สอดรับกับการแก้ไขกฎหมายป้องกันการทุจริต (PCA) ปี 2025 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2025 ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีการขยายความรับผิดทางอาญาของนิติบุคคลภายใต้มาตรา 6A ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อการกระทำทุจริตของ "บุคคลที่เกี่ยวข้อง" (Associated Persons) เช่น พนักงาน ตัวแทน หรือพันธมิตรทางธุรกิจ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามี "กระบวนการที่เพียงพอ" (Adequate Procedures) ในการป้องกัน
โดยมีกรอบเวลาการบังคับใช้แบ่งเป็น 3 ระยะ เริ่มจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ในวันที่ 1 มกราคม 2025 ขยายสู่ธุรกิจขนาดกลางที่มีรายได้ระหว่าง 10-100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2025 และครอบคลุมธุรกิจขนาดเล็กทั้งหมดในวันที่ 1 มกราคม 2026 พร้อมบทลงโทษปรับตามความเหมาะสมของคดี ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งปรับโดยไม่มีกำหนดเพดานสูงสุด เพื่อให้ครอบคลุมผลประโยชน์ที่บริษัทได้รับจากการทุจริต
รากฐานสำคัญที่ทำให้มาตรการเหล่านี้ประสบความสำเร็จมาจาก 4 เสาหลัก ได้แก่ กฎหมายที่เข้มงวด (Laws), ระบบตุลาการที่เป็นอิสระ (Adjudication), การบังคับใช้กฎหมายโดย CPIB ที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี (Enforcement) และการบริหารภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ (Public Administration) บนหลักการยึดถือคุณธรรมหรือ Meritocracy
อีกปัจจัยที่ขาดไม่ได้คือโครงสร้างค่าตอบแทนที่เหมาะสมเพื่อลดแรงจูงใจในการทุจริต เช่น รายได้ของตำรวจระดับสัญญาบัตรที่อาจสูงถึง 6,500 - 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน ประกอบกับเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ตั้งแต่ยุคของนายลี กวนยู จนถึงนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ที่ยืนยันจุดยืน "ไม่ประนีประนอม" แม้จะกระทบต่อคะแนนนิยม
ข้อมูลจากการสำรวจความเห็นประชาชนพบว่าร้อยละ 98 มั่นใจว่าคอร์รัปชันในประเทศอยู่ภายใต้การควบคุม และร้อยละ 97 เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของ CPIB ในอนาคตสิงคโปร์ยังมีแผนที่จะยกระดับความเป็นมืออาชีพด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบตรวจจับอัตโนมัติและ AI ในการระบุแผนการทุจริตที่ซับซ้อนและตรวจสอบธุรกรรมเงินดิจิทัลเพื่อรักษาความโปร่งใสให้ยั่งยืนต่อไป








