นายธวัชชัย แสวงหา นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลศรีสะเกษ ระบุว่าจากการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย (NHES) ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-2568) เปรียบเทียบกับครั้งที่ 6 (พ.ศ. 2562-2563) พบดัชนีชี้วัดทางสุขภาพที่บ่งชี้ถึงวิกฤตการณ์ทางสาธารณสุขในกลุ่มประชากร Gen Z (อายุ 15-29 ปี) อย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลเชิงประจักษ์สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางกายภาพที่นำไปสู่ความเสี่ยงของ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในอัตราเร่ง
ในมิติของชีวสถิติ ค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกาย (Mean BMI) ของกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นจาก 23.7 kg/m² เป็น 24.3 kg/m² ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี การขยับขึ้นของค่ากลางเพียง 0.6 หน่วยในระดับประชากร หมายถึงการเคลื่อนย้ายของประชากรจำนวนมหาศาลจากกลุ่มสุขภาพดีเข้าสู่ กลุ่มเสี่ยง และที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพได้ชัดเจนที่สุดคือ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ที่เพิ่มขึ้นจาก 5.3 เป็น 6.6 ซึ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานอยู่เดิมมีภาวะอ้วนที่รุนแรงยิ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ความน่ากังวลมิได้จำกัดอยู่เพียงตัวเลขดัชนีมวลกาย แต่ เส้นรอบเอว ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัด การสะสมไขมันอันตรายในช่องท้อง (Visceral Fat) กลับส่งสัญญาณที่รุนแรงกว่า โดยใน เพศชาย ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 79.1 cm เป็น 82.4 cm ขณะที่ เพศหญิง เพิ่มขึ้นจาก 74.2 cm เป็น 76.8 cm การเพิ่มขึ้นของรอบเอวโดยเฉลี่ยเกือบ 3 เซนติเมตรในระดับประชากรวัยหนุ่มสาว เป็นหลักฐานยืนยันถึงภาวะ Metabolic Syndrome หรือกลุ่มอาการอ้วนลงพุงตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพยาธิสภาพของร่างกายผ่านกลไกการหลั่งสารอักเสบและกรดไขมันอิสระเข้าสู่กระแสเลือด นำไปสู่ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และกระตุ้นให้เกิดสภาวะอักเสบเรื้อรังระดับต่ำภายในหลอดเลือด อันเป็นสาเหตุหลักของ โรคความดันโลหิตสูง และ โรคหลอดเลือดหัวใจ ในระยะยาว ซึ่งสถิติในกลุ่ม Gen Z ชุดนี้ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงเหล่านี้จ่อคิวรอการอุบัติของโรคเร็วกว่ารอบปีประชากรในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะ ไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) ซึ่งอาจพัฒนาไปสู่โรคตับแข็งและมะเร็งตับในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นเนื่องจากการสะสมพยาธิสภาพที่ยาวนานกว่าปกติ
ทางระบาดวิเคราะห์ระบุว่าปัจจัยขับเคลื่อนหลักเกิดจาก สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อโรคอ้วน (Obesogenic Environment) และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสู่ ภาวะเนือยนิ่ง (Sedentary Lifestyle) ในยุคดิจิทัล การลดลงของกิจกรรมทางกายอย่างต่อเนื่องประกอบกับการเข้าถึงอาหารที่มีพลังงานสูงและผ่านกระบวนการสูง (Ultra-processed foods) ได้ง่าย ส่งผลให้กระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกายเกิดความผิดปกติตั้งแต่วัยเริ่มต้นของวัยทำงาน หากแนวโน้มทางสถิตินี้ยังคงดำเนินต่อไป จะส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ความเจ็บป่วยเรื้อรังในประชากรวัยแรงงานเร็วขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นภาระผูกพันมหาศาลต่อระบบงบประมาณสาธารณสุขและผลิตภาพของประเทศ
ดังนั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเข็มทิศนโยบายสาธารณสุขอย่างเร่งด่วน โดยมุ่งเน้นความสำคัญกับการ "สร้างนำซ่อม" อย่างเป็นรูปธรรม คือการยกระดับ การส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion) และ การป้องกันโรค (Prevention) ให้เข้มข้นขึ้นควบคู่ไปกับการรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสุขภาพ การขับเคลื่อนนโยบายต้องครอบคลุมทั้งนโยบายภาษีอาหารที่ทำลายสุขภาพ การออกแบบผังเมืองที่เอื้อต่อกิจกรรมทางกาย และการสร้างระบบ คัดกรองความเสี่ยงเชิงรุก ในสถานศึกษาและที่ทำงาน เพื่อให้กลุ่ม Gen Z สามารถจัดการสุขภาพตนเองได้ก่อนเข้าสู่สภาวะโรคเรื้อรังถาวร การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านการ สร้างสุขภาพ ตั้งแต่วัยประชากร Gen Z คือความจำเป็นเร่งด่วนทางรัฐประศาสนศาสตร์ เพราะข้อมูล NHES ครั้งที่ 7 คือดัชนีชี้วัดสำคัญที่ระบุว่า หากปราศจากการลงทุนในการสร้างสุขภาพเชิงรุกตั้งแต่วันนี้ งบประมาณแผ่นดินในอนาคตจะต้องถูกใช้ไปกับการ ซ่อมสุขภาพ ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชากรไทยในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รูปที่ 1 กราฟทางชีวสถิติสาธารณสุข (การกระจายตัวของ BMI)
กราฟเส้นโค้งนี้แสดงให้เห็นว่าสุขภาพของ Gen Z ไม่ได้เปลี่ยนไปแค่บางคน แต่ "เปลี่ยนไปทั้งกลุ่ม":
1.การเลื่อนขวา (Rightward Shift) เส้นกราฟสีแดงเลื่อนไปทางขวาเมื่อเทียบกับเส้นสีน้ำเงิน หมายถึงค่าเฉลี่ย BMI ของคนส่วนใหญ่พุ่งสูงขึ้นเข้าสู่เกณฑ์น้ำหนักเกิน
2.ฐานกว้างขึ้นและยอดเตี้ยลง สะท้อนว่าความแตกต่างของน้ำหนักในกลุ่ม Gen Z มีมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่อ้วนอยู่เดิมกลับมีน้ำหนักตัวพุ่งสูงขึ้นไปไกลกว่าเดิมมาก (กลุ่ม Extreme Obesity เพิ่มขึ้น)
รูปที่ 2 กราฟทางระบาดวิทยา (เปรียบเทียบรอบเอว)
กราฟแท่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของ "โรคเรื้อรัง" ที่วัดจากไขมันในช่องท้อง
1.แนวโน้มขาขึ้นทุกกลุ่ม ทั้งเพศชาย เพศหญิง และค่าเฉลี่ยรวม มีขนาดรอบเอวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 5 ปี
2.วิกฤตชาย Gen Z เพศชายมีอัตราการเพิ่มของรอบเอวสูงที่สุด (เพิ่มขึ้น 3.3 ซม.) ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดความดันโลหิตสูงและเบาหวาน
3.เส้นหนวด (Error Bar) การที่เส้นหนวดในครั้งที่ 7 ยาวกว่าครั้งที่ 6 แสดงถึงความเสี่ยงทางสุขภาพที่กระจายตัวรุนแรงขึ้นและควบคุมได้ยากขึ้นในระดับประชากร







