นายธวัชชัย แสวงหา นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลศรีสะเกษ เผยแพร่บทความ เกี่ยวกับ วิกฤตตำแหน่ง "นักวิชาการสาธารณสุข" ที่สะท้อนความล้มเหลวในระบบสุขภาพไทย ระบุว่า...
“มีใบประกอบวิชาชีพไว้ทำไม” อาจเป็นเพียงประโยคสั้น ๆ แต่กลับสะท้อนคำถามสำคัญต่อระบบสาธารณสุขไทยอย่างลึกซึ้ง เพราะในขณะที่รัฐได้ตราพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. 2556 เพื่อกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ คุ้มครองประชาชน และรับรองบทบาทของผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนให้สามารถปฏิบัติงานอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ บุคลากรจำนวนมากที่สำเร็จการศึกษา ได้รับใบประกอบวิชาชีพ และปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขจริง กลับยังไม่สามารถใช้สิทธิแห่งวิชาชีพได้อย่างสมบูรณ์ เพียงเพราะกรอบของ “ชื่อตำแหน่ง” ในระบบราชการยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายวิชาชีพ
ปัจจุบัน บุคลากรจำนวนมากปฏิบัติงานอยู่ในตำแหน่ง “นักวิชาการสาธารณสุข” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เปิดรับวุฒิจากหลากหลายสาขา ทั้งที่ในความเป็นจริง บุคลากรบางส่วนในตำแหน่งดังกล่าวถือใบประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน และปฏิบัติงานที่อยู่ในขอบเขตของวิชาชีพตามมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรค การประเมินและบำบัดโรคเบื้องต้น การฟื้นฟูสภาพ การดูแลประชาชนในชุมชน รวมถึงงานอาชีวอนามัยและอนามัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นภารกิจสำคัญต่อระบบสุขภาพปฐมภูมิของประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีใบประกอบวิชาชีพและมีภารกิจงานตรงตามมาตรฐานวิชาชีพ แต่หลายคนกลับไม่สามารถปฏิบัติวิชาชีพได้อย่างเต็มศักยภาพ เนื่องจากลักษณะตำแหน่งทางราชการยังมิได้กำหนดให้เป็น “ตำแหน่งนักสาธารณสุข” ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดทั้งในด้านบทบาท อำนาจหน้าที่ ความก้าวหน้าในสายวิชาชีพ และการใช้สิทธิทางวิชาชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สถานการณ์เช่นนี้ไม่เพียงเป็นปัญหาของบุคลากร แต่ยังสะท้อนถึงความไม่เชื่อมโยงกันระหว่าง “ระบบวิชาชีพ” กับ “ระบบบริหารตำแหน่งภาครัฐ” ซึ่งควรดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน
สาระสำคัญของการเรียกร้องในครั้งนี้ จึงมิใช่การเรียกร้องอภิสิทธิ์เหนือวิชาชีพใด มิใช่การลดทอนคุณค่าของสหวิชาชีพอื่นในระบบสุขภาพ และมิใช่การสร้างความแตกแยกในองค์กร หากแต่เป็นข้อเสนอเพื่อให้ระบบราชการปรับโครงสร้างตำแหน่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพที่รัฐได้รับรองไว้แล้วตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนสามารถปฏิบัติวิชาชีพได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
การให้ลูกจ้างทุกประเภทในตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขที่มีใบประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนเข้าสู่ตำแหน่ง “นักสาธารณสุข” จึงมิใช่เพียงเรื่องของชื่อเรียกตำแหน่ง หากแต่คือการยืนยันหลักการสำคัญว่า “เมื่อรัฐกำหนดมาตรฐานวิชาชีพแล้ว ระบบตำแหน่งก็ควรรองรับมาตรฐานนั้นอย่างเป็นรูปธรรม” เพราะมาตรฐานวิชาชีพมิได้มีขึ้นเพื่อเป็นเพียงเอกสารรับรองคุณวุฒิ แต่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองคุณภาพบริการและความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง
ในหลายวิชาชีพด้านสุขภาพของประเทศไทย ระบบราชการได้ออกแบบตำแหน่งเฉพาะทางเพื่อรองรับผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการคัดเลือกบรรจุ การกำหนดกรอบอัตรากำลัง และเส้นทางความก้าวหน้าในสายงาน ด้วยเหตุผลเดียวกันว่า วิชาชีพด้านสุขภาพเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิต ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้น การพิจารณาให้มีระบบคัดเลือกเฉพาะวิชาชีพสำหรับผู้มีใบประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน จึงมิใช่เรื่องเกินหลักการ หากแต่เป็นการสร้างความสอดคล้องและความเท่าเทียมกับมาตรฐานที่ระบบสุขภาพไทยใช้กับสหวิชาชีพอื่นอยู่แล้ว
เหนือสิ่งอื่นใด ประเด็นนี้ควรถูกมองผ่านมุมของ “ประโยชน์สาธารณะ” มากกว่ามิติของตำแหน่งหรือสิทธิส่วนบุคคล เพราะเมื่อผู้ประกอบวิชาชีพสามารถใช้ความรู้ ความสามารถ และขอบเขตวิชาชีพได้อย่างเต็มศักยภาพ ภายใต้ระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย ประชาชนย่อมได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีมาตรฐาน และต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในบริบทของระบบสุขภาพปฐมภูมิที่ต้องอาศัยบุคลากรสาธารณสุขชุมชนเป็นกำลังสำคัญในการดูแลประชาชนในระดับพื้นที่
การพัฒนาระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง ไม่อาจอาศัยเพียงการเพิ่มจำนวนบุคลากร แต่ต้องอาศัย “ความชัดเจนของมาตรฐานวิชาชีพ” และ “ความสอดคล้องของระบบบริหารกำลังคน” ควบคู่กันไป เพราะหากกฎหมายรับรองวิชาชีพ แต่ระบบตำแหน่งกลับไม่เปิดทางให้ใช้วิชาชีพได้อย่างสมบูรณ์ ย่อมทำให้เกิดความสูญเสียทั้งต่อบุคลากร ต่อระบบบริการ และต่อประชาชนผู้เป็นปลายทางของระบบสุขภาพ
ถึงเวลาแล้วที่มาตรฐานวิชาชีพ กฎหมาย และระบบบริหารตำแหน่ง จะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยหลักความเป็นธรรม หลักวิชาชีพ และหลักประโยชน์สูงสุดของประชาชน เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิชาชีพจากรัฐ สามารถปฏิบัติหน้าที่แห่งวิชาชีพได้อย่างสมศักดิ์ศรี สมบทบาท และสมเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ถูกตราขึ้นมาเพื่อคุ้มครองประชาชนตั้งแต่ต้น
ธวัชชัย แสวงหา ได้กล่าวไว้
7 พฤษภาคม 2569








