วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภาจากหลายจังหวัดในภาคเหนือ ได้ร่วมกันสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะจากการลงพื้นที่จริง โดยนายมังกร ศรีเจริญกุล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดน่าน ระบุถึงความล้มเหลวของการบริหารจัดการหน้างานที่ยังขาดประสิทธิภาพแม้จะใช้งบประมาณหลักพันล้านบาท
โดยจากการลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่านพบว่าปัญหาสำคัญคือความขัดแย้งและการขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย อาสาสมัคร ทหาร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งงบประมาณยังล่าช้าส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจคนทำงาน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าที่ได้รับเบี้ยเลี้ยงเพียงวันละ 50 บาท หรือเต็มที่ 240 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพและค่าน้ำมันในปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคเรื่องอุปกรณ์ เช่น เครื่องพ่นลมที่ส่วนใหญ่มาจากการบริจาคและพังเสียหายไปกว่าครึ่ง โดยเสนอให้เปลี่ยนไปใช้เครื่องพ่นลมแบบระบบไฟฟ้า (EV) เพื่อประหยัดต้นทุนน้ำมัน ขณะที่นโยบาย "ปิดป่า" กลับกลายเป็นดาบสองคมที่สร้างความลำบากให้ชาวบ้านที่ดำรงชีพด้วยการหาของป่าโดยไม่มีอาชีพเสริมรองรับ จนนำไปสู่ความอัดอั้นใจของประชาชนในพื้นที่
"คนเผาเขาเผาตอนสี่ห้าทุ่ม แต่เจ้าหน้าที่ทำงานแปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น มันต้องมีค่าโอทีหรือค่ากะให้เขา เพราะเบี้ยเลี้ยงวันละ 50 บาทน้ำมันลิตรเดียวก็หมดแล้ว" นายมังกร กล่าว
สอดคล้องกับนางสาวมณีรัตน์ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย ชี้ให้เห็นว่าภาคเหนือต้องเผชิญวิกฤตฝุ่นระดับสีแดงถึงม่วงเข้มนานถึง 3-4 เดือนต่อปี โดยเชียงรายประสบปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างหนัก แม้จุดความร้อน (Hotspot) ในจังหวัดจะน้อยกว่าที่อื่น แต่กลับได้รับผลกระทบจากจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านที่มีสะสมกว่าหมื่นจุด ปัญหาฝุ่นจึงเป็นเรื่องระดับโครงสร้างที่มาตรการเฉพาะหน้าเอาไม่อยู่ และจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะอย่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มาจัดการอย่างเป็นระบบ
"อากาศสะอาดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ลมหายใจของประชาชนรอไม่ได้ รัฐบาลต้องเร่งนำ พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาโดยเร็ว" นางสาวมณีรัตน์ กล่าว
ด้าน พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดลำปาง ให้ข้อมูลว่าค่าฝุ่น PM 2.5 ในลำปางพุ่งสูงถึง 104.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพทั้งโรคทางเดินหายใจ มะเร็ง และโรคหลอดเลือด โดยตนเองได้เสียสละเงินเดือนส่วนหนึ่งสนับสนุนมูลนิธิประชาอุ่นใจเพื่อช่วยชาวบ้านทำแนวกันไฟป่าในอำเภอเถิน เป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร
ขณะที่นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยสถิติว่าจุดความร้อนส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ถึง 59% และป่าสงวน 38% แต่ในพื้นที่ป่าชุมชนที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลกลับพบจุดความร้อนเพียง 4% เท่านั้น สิ่งนี้พิสูจน์ว่าชุมชนคือด่านหน้าที่สำคัญที่สุด แต่รัฐกลับใช้นโยบาย "ห้ามเผาเด็ดขาดแบบเหมารวม" ซึ่งขัดกับวิถีเกษตรกรรมยั่งยืนแบบไร่หมุนเวียนและสร้างความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มชาติพันธุ์อย่างรุนแรง โดยตนเสนอให้เปลี่ยนมาใช้ระบบการบริหารจัดการเชื้อเพลิงร่วมกับชุมชนผ่านระบบ "Fire D" แทนการสั่งปิดป่า
"ต้องยกเลิกมาตรการห้ามเผาแบบเหมารวม เพราะมันทำให้ไฟลามหนักกว่าเดิม และต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษเหมือนภูเก็ตหรือเชียงใหม่ถึงจะแก้ปัญหาได้ยั่งยืน" นายประหยัด กล่าว
นางกัลยา ใหญ่ประสาน สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดลำพูน ได้นำเสนอ "โมเดลบ้านดอยช้างป่าแป๋" ซึ่งชุมชนดูแลป่ากว่า 20,000 ไร่ด้วยระบบสปริงเกอร์และกล้องวงจรปิดตลอดทั้งปีโดยไม่ใช้งบรัฐ แต่ปัญหาใหญ่คือระเบียบกรมบัญชีกลางที่ล็อคไม่ให้ท้องถิ่นซื้อครุภัณฑ์จำเป็น เช่น โดรน วิทยุสื่อสาร หรือเครื่องเป่าลม ทำได้เพียงการเช่าซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
"อย่าไปใช้ทางด่วนจับแพะ กรมบัญชีกลางต้องปลดล็อคระเบียบให้ท้องถิ่นซื้ออุปกรณ์ดับไฟได้เอง ถ้าไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเท่ากับส่งเจ้าหน้าที่ไปตายในป่าฝ่ายเดียว" นางกัลยา ย้ำ
นายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ สว.จังหวัดเชียงราย เสนอทางออกเชิงเทคนิคว่า เราสามารถเปลี่ยนเศษตอซังข้าวโพดเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง RDF ส่งขายโรงงานได้ แต่ตอนนี้ขาดการลงทุนจาก อบต. และสหกรณ์ที่จะเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง
นายมังกร กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเห็นพ้องว่าต้องเร่งผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับเข้าสู่สภาภายในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้กฎหมายตกไปอีกครั้ง พร้อมข้อเสนอให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดตั้งสำนักงานควบคุมมลพิษระดับอาเซียนเพื่อแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากการเผาไหม้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศหรือเพื่อนบ้านใกล้เคียง แต่ส่งผลกระทบโยงใยไปทั้งภูมิภาค ซึ่งการแก้ไขที่ต้นตอทั้งระดับกฎหมาย โครงสร้างงบประมาณ และการยอมรับภูมิปัญญาชุมชน คือทางออกเดียวที่จะคืนอากาศบริสุทธิ์ให้คนเหนือได้







