วันที่ 16 เมษายน 2569 ที่กระทรวงพลังงาน เครือข่ายภาคประชาชน นำโดยสภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก ได้รวมตัวเพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องต่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อขอให้เร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรม
โดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ได้นำเสนอข้อเรียกร้องเร่งด่วน 8 ประการ เริ่มจากการขอให้ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น โดยให้ตัดค่าใช้จ่ายสมมติที่อิงราคาตลาดสิงคโปร์ เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยออก เนื่องจากไม่ได้เกิดขึ้นจริง พร้อมเสนอให้กำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 2.50 บาทต่อลิตร และกำกับค่าการตลาดน้ำมันดีเซลไม่เกิน 1.50 บาท ส่วนเบนซินไม่เกิน 1.85 บาทต่อลิตร
นอกจากนี้ยังเสนอให้ลดการผสมไบโอดีเซลเหลือเพียง B5 เพื่อลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบกว่า 50,000 ล้านบาท และขอให้หยุดการใช้เงินกองทุนฯ ชดเชยน้ำมันชีวภาพเมื่อครบกำหนดตามกฎหมายในปี 2569 สำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) เสนอให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซในประเทศก่อนในราคาที่เป็นธรรม และให้เป็นสินค้าควบคุมราคาโดยกระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงการเรียกคืน "ลาภลอย" หรือกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นและสต็อกน้ำมันเก่ากลับคืนสู่กองทุนน้ำมันฯ
พร้อมทั้งเสนอให้ออกกฎหมายให้อำนาจกองทุนน้ำมันฯ เรียกคืนเงินเหล่านี้ได้ชัดเจนขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องกู้เงิน 150,000 ล้านบาทมาเป็นภาระของประชาชนในอนาคต และข้อสุดท้ายคือการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปด้วยระบบหักลบกลบหน่วย (Net Metering) เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้
ด้านนางบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค ได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่นต่อตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยระบุว่าการเดินทางมาครั้งนี้มาด้วยความหวังและความเชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและสร้างความเป็นธรรมด้านพลังงานให้กับคนไทยได้อย่างที่คาดหวัง
ภายหลังการรับหนังสือ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวตอบรับข้อเสนอโดยระบุว่าหลายประเด็นสอดคล้องกับแนวทางที่ตั้งใจจะดำเนินการอยู่แล้ว โดยเฉพาะการปรับปรุงกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่ควรมีอำนาจมากจนสร้างภาระหนี้ในอนาคตให้แก่ประชาชน พร้อมยืนยันว่าสถานะกองทุนในปัจจุบันเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติมากขึ้น และตนตั้งใจจะพลิกวิกฤตนี้เป็นโอกาสในการปรับปรุงกลไกให้ราคาพลังงานเป็นธรรมที่สุด โดยไม่มีการเอื้อประโยชน์หรือให้กำไรแก่กลุ่มทุนเอกชนรายใด และพร้อมจะยืนเคียงข้างประชาชนเพื่อชนกับทุกปัญหาโดยไม่เกรงใจใคร
นอกจากนี้ยังเตรียมเสนอเรื่องโซลาร์รูฟท็อปเป็นวาระแห่งชาติ และสั่งการให้โรงกลั่นเข้ามาช่วยแบกรับภาระในสภาวะตลาดที่ไม่ปกติ แทนที่จะปล่อยให้ประชาชนแบกรับเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเบื้องต้นได้มีการลดราคาลงไปบ้างแล้วแต่จะพิจารณาเพิ่มขึ้นอีก ส่วนประเด็นการกู้เงิน 150,000 ล้านบาทนั้น หากสามารถบริหารจัดการตามข้อเสนอเพื่อรักษาเสถียรภาพกองทุนได้ การกู้เงินก็จะเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่ไม่อยากใช้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ
จากนั้น นางรสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ได้กล่าวเสริมโดยเรียกร้องให้รัฐมนตรีเร่งลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มทันที เพราะเมื่อราคาสิงคโปร์ลดลงแต่กองทุนฯ กลับเรียกเก็บเงินเพิ่ม ซึ่งมองว่าเป็นการประกันกำไรให้โรงกลั่นเกินไปและไม่เป็นธรรมต่อประชาชนที่กำลังลำบาก ซึ่งนายปานเทพได้เน้นย้ำเพิ่มเติมว่าที่ผ่านมามีการจ่ายเงินชดเชยให้แก่กลุ่มที่ได้กำไรเกินควรมาโดยตลอด ดังนั้นการเรียกคืนเงินเข้ากองทุนฯ จึงควรมาจากกลุ่มทุนเหล่านี้ ไม่ใช่เรียกเก็บจากประชาชน ขณะที่นางบุญยืนย้ำให้รัฐมนตรีหยุด "เกมโยกตัวเลข" ระหว่างกองทุนน้ำมัน ค่าการตลาด และค่าการกลั่นที่มักถูกโยกไปมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนจนราคาไม่สะท้อนความเป็นจริง
ทั้งนี้ นายเอกนัฏ ได้กล่าวรับปากกับภาคประชาชนว่า “ผมยืนยันครับว่าต้องหยุดการโยกตัวเลข และผมจะไม่ยอมให้เอากองทุนน้ำมันมาเป็นฉากหน้าเพื่อให้ประชาชนต้องมาแบกรับภาระแทนพวกนายทุน วันแรกที่ผมเข้ากระทรวง ผมเรียกประชุม กบง. ทันที และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สั่งลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มโดยการนำรายได้และผลกำไรของโรงกลั่นมาอุดหนุนแทนที่จะใช้เงินของประชาชน
ส่วนเรื่องการกักตุนสต็อกน้ำมันเก่า ผมกำลังประสานงานกับกระทรวงยุติธรรมและสั่งเก็บข้อมูลสถานะน้ำมันในคลัง 92 แห่งทั่วประเทศย้อนหลัง เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการเก็งกำไรส่วนต่างราคาช่วงข้ามคืน ใครที่มีพฤติกรรมเอาเปรียบประชาชนแบบนี้ ผมจะเอาผิดทุกคนโดยไม่สนว่าเป็นใคร วันนี้รัฐมนตรีมาอยู่ฝั่งประชาชนแล้ว แม้งานนี้จะยากแต่เราต้องทำให้ได้ เพราะกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย และความถูกต้องต้องมาก่อนเพื่อความเป็นธรรมของทุกคน”








