7 เมษายน 2569 สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้เผยแพร่บทความโดยชี้ให้เห็นว่า "วิกฤตราคาน้ำมันไม่ใช่ทางตัน แต่คือโอกาสในการผ่าตัดโครงสร้างคมนาคม" ท่ามกลางภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูง การอุดหนุนราคาอาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนเท่ากับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้เป็น "ทางเลือกหลัก" บทเรียนความสำเร็จจาก 5 ประเทศชั้นนำพิสูจน์แล้วว่า หากรัฐบาลกล้าลงทุนออกแบบเมืองให้เดินทางง่ายและทำราคาให้ถูกลง จะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชน ลดการพึ่งพาน้ำมัน และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
โดยบทความดังกล่าวมีเนื้อหาดังนี้
วิกฤตราคาน้ำมัน ไม่ใช่ทางตัน เปิดแนวคิด 5 ประเทศ พลิกระบบคมนาคมให้คนเข้าถึงได้จริง ลดภาระประชาชน พร้อมสร้างความมั่นคงพลังงานในระยะยาว
ท่ามกลาง วิกฤตราคาน้ำมัน ที่กำลังกระทบชีวิตผู้คนในตอนนี้ รัฐบาลยังไม่มีมาตรการรับมือวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่หากมองย้อนไปในอดีต หลายประเทศมีแนวทางการแก้ปัญหาที่น่าสนใจและประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการหันมาลงทุนและพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นทางเลือกหลักในการเดินทางของประชาชน ซึ่งล้วนได้พิสูจน์แล้วว่าคือคำตอบระยะยาวของการลดลงพึ่งพาน้ำมัน
เนเธอร์แลนด์
ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตน้ำมันปี 1973 โลกต้องเผชิญกับภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาพุ่งสูง “เนเธอร์แลนด์” เลือกแนวทางแก้ปัญหาด้วยการ “ลดการพึ่งพารถยนต์” อย่างจริงจัง
รัฐบาลเริ่มวางรากฐานระบบคมนาคม ด้วยการออกแบบเมืองให้จักรยานเป็นพาหนะหลัก สร้างเลนจักรยานที่แยกออกจากรถยนต์อย่างปลอดภัย พัฒนาโครงข่ายเส้นทางให้ใช้งานได้จริงสำหรับคนทุกวัย ตั้งแต่สัญญาณไฟเฉพาะ จุดจอดขนาดใหญ่ตามสถานีขนส่ง พร้อมเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้การเดินทางมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ใช้จักรยาน และลงทุนอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี จนค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้หันมาใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน
จนเป็นผลให้ “เนเธอร์แลนด์” กลายเป็น “สวรรค์ของนักปั่น” ที่มีจักรยานพอ ๆ กับจำนวนประชากร การจราจรคล่องตัวขึ้น การนำเข้าน้ำมันลดลง อากาศดีขึ้น และประชาชนมีสุขภาพกายใจที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
บทเรียนสำคัญคือ สามารถแก้วิกฤตพลังงานได้ ด้วยการ “ออกแบบเมืองและระบบขนส่งสาธารณะที่ดี” อย่างมีวิสัยทัศน์และทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทางทางเลือกที่ยั่งยืนให้กับประชาชน
เยอรมนี
สงครามยูเครน – รัสเซีย ทำให้เกิดวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูง “เยอรมนี” เลือกใช้มาตรการเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการทำให้ “ขนส่งสาธารณะถูกลงจนคนอยากใช้”
รัฐบาลเปิดตัวโครงการ “ตั๋ว 9 ยูโร” ให้ประชาชนสามารถใช้รถไฟ รถไฟฟ้า รถราง และรถบัสทั่วประเทศได้แบบไม่จำกัด ในราคาเพียง 9 ยูโรต่อเดือน (ราว 330 บาท) ตลอดช่วง 3 เดือน มาตรการนี้ช่วย “ลดภาระค่าครองชีพ” ในทันที และดึงดูดให้ผู้ที่เคยใช้รถยนต์ส่วนตัวหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ มีการจำหน่ายตั๋วมากกว่า 52 ล้านใบ โดย 1 ใน 5 มาจากผู้ที่เคยใช้รถยนต์ ส่งผลให้ปริมาณรถบนท้องถนนลดลง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1.8 ล้านตันภายในเวลาเพียง 3 เดือน
แม้โครงการจะเผชิญความท้าทายด้านงบประมาณและความแออัดของระบบ แต่สะท้อนให้เห็นชัดว่า หากรัฐบาลทำให้ขนส่งสาธารณะเข้าถึงง่ายและราคาถูกจริง ก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนได้ และเป็นการลดการพึ่งพาน้ำมันที่นำไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะที่ยั่งยืนในอนาคต
เนเธอร์แลนด์
ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตน้ำมันปี 1973 โลกต้องเผชิญกับภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาพุ่งสูง “เนเธอร์แลนด์” เลือกแนวทางแก้ปัญหาด้วยการ “ลดการพึ่งพารถยนต์” อย่างจริงจัง
รัฐบาลเริ่มวางรากฐานระบบคมนาคม ด้วยการออกแบบเมืองให้จักรยานเป็นพาหนะหลัก สร้างเลนจักรยานที่แยกออกจากรถยนต์อย่างปลอดภัย พัฒนาโครงข่ายเส้นทางให้ใช้งานได้จริงสำหรับคนทุกวัย ตั้งแต่สัญญาณไฟเฉพาะ จุดจอดขนาดใหญ่ตามสถานีขนส่ง พร้อมเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้การเดินทางมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ใช้จักรยาน และลงทุนอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี จนค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้หันมาใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน
จนเป็นผลให้ “เนเธอร์แลนด์” กลายเป็น “สวรรค์ของนักปั่น” ที่มีจักรยานพอ ๆ กับจำนวนประชากร การจราจรคล่องตัวขึ้น การนำเข้าน้ำมันลดลง อากาศดีขึ้น และประชาชนมีสุขภาพกายใจที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
บทเรียนสำคัญคือ สามารถแก้วิกฤตพลังงานได้ ด้วยการ “ออกแบบเมืองและระบบขนส่งสาธารณะที่ดี” อย่างมีวิสัยทัศน์และทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทางทางเลือกที่ยั่งยืนให้กับประชาชน
เยอรมนี
สงครามยูเครน – รัสเซีย ทำให้เกิดวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูง “เยอรมนี” เลือกใช้มาตรการเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการทำให้ “ขนส่งสาธารณะถูกลงจนคนอยากใช้”
รัฐบาลเปิดตัวโครงการ “ตั๋ว 9 ยูโร” ให้ประชาชนสามารถใช้รถไฟ รถไฟฟ้า รถราง และรถบัสทั่วประเทศได้แบบไม่จำกัด ในราคาเพียง 9 ยูโรต่อเดือน (ราว 330 บาท) ตลอดช่วง 3 เดือน มาตรการนี้ช่วย “ลดภาระค่าครองชีพ” ในทันที และดึงดูดให้ผู้ที่เคยใช้รถยนต์ส่วนตัวหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ มีการจำหน่ายตั๋วมากกว่า 52 ล้านใบ โดย 1 ใน 5 มาจากผู้ที่เคยใช้รถยนต์ ส่งผลให้ปริมาณรถบนท้องถนนลดลง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1.8 ล้านตันภายในเวลาเพียง 3 เดือน
แม้โครงการจะเผชิญความท้าทายด้านงบประมาณและความแออัดของระบบ แต่สะท้อนให้เห็นชัดว่า หากรัฐบาลทำให้ขนส่งสาธารณะเข้าถึงง่ายและราคาถูกจริง ก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนได้ และเป็นการลดการพึ่งพาน้ำมันที่นำไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะที่ยั่งยืนในอนาคต
ออสเตรีย
ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่ผันผวนในอดีต “ออสเตรีย” เลือกแก้ปัญหาด้วยการ “ลดความจำเป็นในการใช้น้ำมัน”ผ่านการยกระดับระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นทางเลือกหลักของประชาชน
นโยบายสำคัญคือการเปิดตัว “Klimaticket” ตั๋วโดยสารแบบเหมาจ่ายรายปีที่ใช้ได้กับรถไฟ รถบัส และขนส่งสาธารณะทั่วประเทศในราคาที่เข้าถึงได้ นโยบายทำให้ต้นทุนการเดินทางถูกลง จูงใจให้คนหันหลังให้รถยนต์ส่วนตัว และลดการใช้น้ำมันโดยตรง
อีกทั้งยังต่อยอดแคมเปญตั๋วผิวหนัง คนที่สักคำว่า Klimaticket สามารถแลกกับค่าบัตรเดินทางด้วยรถไฟฟรี 1 ปี มูลค่ามากกว่า 38,000 บาท เพื่อส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน
ในเมืองใหญ่ระบบขนส่งสาธารณะถูกพัฒนาให้มีคุณภาพสูง ตรงเวลา เชื่อมต่อและครอบคลุ่มการเดินทางทุกย่านสำคัญ ควบคู่กับการลงทุนในระบบรางระหว่างเมืองและพลังงานสะอาด เพื่อให้การเดินทางมีความยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว
ผลที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนสามารถเดินทางได้ในต้นทุนต่ำลง ประเทศลดการพึ่งพาน้ำมัน และมีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของราคาพลังงาน บทเรียนสำคัญคือ “หากรัฐทำให้ขนส่งสาธารณะ ทั้งถูก ดี และสะดวก การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนก็เกิดขึ้นได้จริง”
ญี่ปุ่น
“ญี่ปุ่น” เป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบของหลายประเทศ ของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการ “พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ” ที่มีประสิทธิภาพสูงจนคนไม่อยากใช้รถยนต์
ในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว ระบบรถรางถูกออกแบบให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ วิ่งตรงเวลา ทำให้การเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะสะดวกมากกว่าการใช้รถส่วนตัว
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังพัฒนาแนวคิด TOD (Transit-Oriented Development) หรือการสร้างเมืองรอบสถานี ให้ที่อยู่อาศัย แหล่งงาน และบริการต่าง ๆ อยู่ใกล้ระบบขนส่ง ควบคู่กันรัฐยังมีมาตรการควบคุมการใช้รถยนต์ เช่น ผู้ซื้อรถต้องมีที่จอดก่อน จึงช่วยลดจำนวนรถบนถนนโดยตรง
นโยบายของญี่ปุ่นทำให้คนเมืองใช้ขนส่งสาธารณะเป็นทางเลือกหลัก และสามารถรับมือกับราคาน้ำมันที่ผันผวนได้ดีกว่าหลายประเทศ บทเรียนจากญี่ปุ่นจึงชี้ชัดว่า “การลงทุนในระบบขนส่งที่มีคุณภาพจริง คือกุญแจสำคัญของการลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว”
สวีเดน
“สวีเดน” ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการ “ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนส่งสาธารณะ” ทั้งระบบรางและและรถโดยสารที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้มีเครือข่ายรถไฟใต้ดินและรถบัสที่เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกโดยไม่จำเป็นต้องใช้รถส่วนตัว
อีกหนึ่งจุดเด่นคือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ “พลังงานสะอาด” ระบบขนส่งสาธารณะปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ไบโอแก๊สและเอทานอล ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำมันโดยตรง นโยบายนี้ช่วยลดต้นทุนพลังงาน และยังลดมลพิษทางอากาศ
นอกจากนี้รัฐบาลยังใช้มาตรการจูงใจ เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมรถยนต์เข้าเมือง และการออกแบบเมืองให้เอื้อต่อการเดินและปั่นจักรยาน ทำให้การใช้ขนส่งสาธารณะกลายเป็นทางเลือกหลักในการเดินทาง
การแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันของสวีเดนสะท้อนว่า จำเป็นต้องอาศัยการวางระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ ควบคู่กับนโยบายพลังงานสะอาดและการปรับพฤติกรรมการเดินทางของประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
บทเรียนจากทั้ง 5 ประเทศชี้ชัดว่า การแก้วิกฤตน้ำมันไม่ใช่เรื่องของพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบวิถีการเดินทางใหม่ ให้ประชาชนมีทางเลือกที่ดีกว่า เมื่อขนส่งสาธารณะทั้งถูก ดี และเข้าถึงได้จริง ผู้คนก็พร้อมเปลี่ยนพฤติกรรม และนั่นคือรากฐานสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต







