ข่าวคุณภาพชีวิต

“ดร.ปณิธาน” ตั้งคำถาม ครม.ใหม่ เลือกสูตรไหนสู้วิกฤตสงคราม

แชร์ข่าว

เมื่อวันที่ 28 มี.ค.69 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ โพสต์เฟซบุ๊ก Panitan Wattanayagorn ระบุข้อความว่า ครม.ใหม่จะแก้ผลกระทบของสงครามให้เราแบบไหน: "ปกติ" "ปกติ-Plus" "แบบความมั่นคง" "แบบฉุกเฉิน" หรือ "แบบศึกสงคราม"

1. สงครามในตอ.กลางเข้าสู่เดือนที่สองแล้ว เส้นตาย 6 เม.ย. ที่สหรัฐฯ ขีดไว้ก็กำลังจะมาถึง หากเจรจากันไม่ได้หรือไม่เลื่อนเส้นตายออกไปอีก สหรัฐฯและอิสราเอลก็คงยกระดับการรบและโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ตามที่ได้ระบุไว้ อิหร่านและพันธมิตรก็คงจะตอบโต้อย่างดุเดือดอย่างที่เห็นในเดือนที่ผ่านมา

ผลกระทบที่จะตามมาก็คงจะมากขึ้นอีก พลังงานต่าง ๆ ก็จะแพงขึ้น อาจจะไม่เพียงพอหรือขาดแคลน ความแปรปรวนต่าง ๆ ทั้งการผลิต การขนส่ง และอื่น ๆ ก็จะมีมากกว่าในเดือนแรกที่รบกัน ซึ่งก็มากที่สุดแล้วในรอบ 50 ปี

ดังนั้น หลายชาติจึงเดินหน้าสู่การเตรียมพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะมาถึงอย่างเต็มที่ บางประเทศก็ใช้กฎหมายพิเศษ บางประเทศก็ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปแล้ว

2. แต่สำหรับไทย หากฟังความเห็นของท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและของท่านอดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ในคลิปข้างล่างนี้) ก็น่าเป็นห่วงหลายเรื่อง โดยเฉพาะการใช้กฎหมายแก้ปัญหาที่เห็นต่างกัน รวมทั้งเรื่องความเชื่อมั่นในรัฐบาล ความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพในการสื่อสาร และความรวดเร็วในการป้องกันหรือเยียวยา

3. แต่โครงสร้างการบริหารของรัฐบาลไทย ได้ถูกออกแบบให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีแนวทางบริหารที่เป็นเอกภาพ มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เร่งด่วน หรือมีรัฐบาลรักษาการ หรือมีหน่วยงานขัดแย้งกัน ก็สามารถใช้โครงสร้างที่มี 4 ระดับ แก้ไขปัญหาตามความเหมาะสมได้ คือ:

1) "ระดับปกติ" (รวมทั้งที่เราอาจเรียกว่า "ปกติ-Plus") คือ ครม.ใช้อำนาจตามกฎหมาย รวมทั้งกฎหมายเฉพาะทาง เช่น เรื่องพลังงาน ราคาสินค้า การกักตุน รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง การบรรเทาสาธารณภัย ควบคุมแก้ไขสถานการณ์ตามปกติ

และหากจะเพิ่มเติม (Plus) เป็นแบบ "ปกติ-Plus" เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบในด้านต่าง ๆ เฉพาะห้วงเวลาใดหรือเป็นกรณีพิเศษ ก็ทำได้โดยออกมติครม.รองรับปัจจุบันเป็นที่นิยมกันที่จะมีมาตรการพิเศษต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความช่วยเหลือในรูปแบบ "Plus" ดังกล่าว

แต่การบริหารราชการในระดับปกติเช่นนี้ จะต้องอาศัยหน่วยงานราชการต่าง ๆ ทำงานร่วมกันอย่างสอดคล้องกัน แต่ในความเป็นจริง หน่วยงานต่าง ๆ มีข้อจำกัดหรือขัดแย้งกันหลายประการ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว หรือที่มีผลกระทบสูงในช่วงสั้น ๆ ได้ ตัวอย่างเช่นที่เห็นในสถานการณ์ปัจจุบันเรื่องน้ำมัน เรื่องเยียวยา หรือเมื่อเร็ว ๆ นี้ ในกรณีน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ เป็นต้น

2) "ระดับความมั่นคง" คือ ครม. สามารถประกาศสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศและใช้พรบ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 เพื่อบริหารสถานการณ์ได้อย่างเป็นเอกภาพมากขึ้น โดยดึงอำนาจจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาที่คณะผู้บริหารสถานการณ์ และอาศัยอำนาจของกฎหมายหลาย ๆ ฉบับ มาแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ

แต่รัฐบาลจะต้องพิจารณาว่าเป็นเรื่องที่กระทบความมั่นคงของประเทศและของประชาชน เช่น ความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงด้านอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ฯลฯ และการบริหารราชการแบบปกตินั้น มีข้อจำกัด ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องมีแผนการดำเนินการแก้ไขสถานการณ์อย่างชัดเจน มีการจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์ รวมทั้งให้ครม.หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง รายงานผลการปฏิบัติต่อรัฐสภาด้วย

ข้อดีของการใช้พรบ.ความมั่นคงฯ ก็คือ ผู้บริหารสถานการณ์มีอำนาจที่เข้มข้นแบบรวมศูนย์ สามารถยุติปัญหาการขัดกันของกฎหมายหลายฉบับได้ ยุติความขัดแย้งของหน่วยงานต่าง ๆ และสามารถประกอบกำลังในการบังคับใช้กฎหมายหรือในการปฏิบัติต่าง ๆ ได้จากทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือพลเรือน (ในวันนี้ โฆษกใหม่ของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง -ศบก.ได้พูดถึงประเด็นนี้ด้วย)

แต่ข้อพึงระวัง คือ การใช้อำนาจผ่านพรบ.ความมั่นคงฯ นี้ เป็นอำนาจของฝ่ายการเมืองเป็นหลัก ดังนั้น ฝ่ายการเมืองจะต้องรับผิดชอบในการใช้อำนาจที่เข้มข้นนี้โดยตรง ไม่สามารถผลักภาระให้กับฝ่ายข้าราชการประจำในรูปแบบปกติได้ ที่สำคัญ จะต้องระมัดระวังผลกระทบในด้านต่าง ๆ รวมทั้งด้านสิทธิส่วนบุคคลด้วย

3) "ระดับสถานการณ์ฉุกเฉิน" คือ ครม.สามารถใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (และฉุกเฉินร้ายแรง) เพื่อควบคุมไม่ให้สถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและของประชาชนนั้น ขยายตัวหรือลุกลามบานปลายออกไป ซึ่งกลไกและแนวทางการปฏิบัตินั้น จะคล้ายคลึงกับการใช้อำนาจผ่านพรบ.ความมั่นคงฯ แต่จะมีอำนาจที่เข้มข้นมากกว่า มีขั้นตอนน้อยกว่า รวมทั้งมีการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติมากขึ้น แต่ก็มีข้อควรระวังมากขึ้นด้วย มากกว่าการใช้พรบ.ความมั่นคงฯ

4) "ระดับกฎอัยการศึก" คือ สุดท้ายแล้ว หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่มีผลกระทบสูงได้ กองทัพไทยก็สามารถประกาศใช้กฏอัยการศึก ตามพรบ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ได้ ซึ่งจะเป็นอำนาจที่เข้มข้นที่สุด มีขั้นตอนน้อยที่สุด และเป็นการปฏิบัติของฝ่ายทหารที่ได้รับการคุ้มครองจากความรับผิดชอบอย่างเต็มที่

ซึ่งตามวัตถุประสงค์ของพรบ.กฎอัยการศึกแล้ว จะต้องใช้ในยามศึกสงครามหรือในพื้นที่มีการสู้รบเท่านั้น เพราะจะทำให้รัฐบาลพลเรือนไม่มีอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด

4. สรุป ครม.ไทยมีเครื่องมือแก้ไขสถานการณ์ร้ายแรงต่าง ๆ ของบ้านเมืองในระบบอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ นับเป็นคุโณปการของบรรพบุรุษไทยที่ได้วางระบบไว้ โดยเฉพาะหลายรัฐบาลที่ผ่านมา รวมทั้งนักการเมืองและข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถรับผิดชอบแก้ไขปัญหามาในอดีต ปัจจุบัน หากผู้บริหารบ้านเมืองเลือกใช้เครื่องมือดังกล่าวให้เหมาะสมกับสถานการณ์แล้ว ก็จะทำให้บ้านเมืองของเราอยู่รอดปลอดภัยได้ในทุกสถานการณ์