เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 31 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวเป็นครั้งแรกหลังได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษก ศบก.เมื่อวันที่ 30 มี.ค. โดยปรับรูปแบบการแถลงข่าวใหม่เป็นแถลงคนเดียวและให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตอบคำถามของสื่อมวลชน
โดย น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่า ประเทศไทยต้องยืนระยะให้ได้ เปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอนที่ต้องบริหารทรัพยากรให้ดี ไม่ทุ่มกำลังจนหมดตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้สามารถพาทุกคนในประเทศผ่านพ้นวิกฤตไปได้พร้อมกัน โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับ กลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่มีกำลังน้อย รูปแบบการแถลงข่าวจะเน้นความกระชับ เข้าใจง่าย โปร่งใส และใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง โดยมีการเปิดรับฟังคำถามและความคิดเห็นจากประชาชนผ่านการถ่ายทอดสด (ไลฟ์) ทางช่องยูทูป ส่วนข้อมูลเชิงลึกจะถูกรวบรวมไว้ที่เพจเฟซบุ๊ก ศบก.ที่เพิ่งเปิด
น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและผลกระทบด้านพลังงาน จากที่มีความเสี่ยงด้านการเดินเรือที่ช่องแคบฮอร์มุซ ปัจจุบันมีความเสี่ยงยกระดับขึ้นที่ช่องแคบบาบเอลมันเดบ ในทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ฉากทัศน์และระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกระทรวงพลังงานแบ่งสถานการณ์วิกฤตน้ำมันเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับ 1 มีผลกระทบไม่รุนแรง การเดินเรือชะลอตัว ระดับ 2 ปิดช่องแคบฮอร์มุสเกิน 1 เดือน แต่นังคงนำเข้าน้ำมันดิบได้ และโรงกลั่นรับมือได้ และระดับ 3ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางได้เลย เกิดปัญหาขาดแคลนและเกินขีดความสามารถของโรงกลั่น โดยสถานการณ์ปัจจุบันของไทย อยู่ในระดับ 2.2 ซึ่งอาจปรับลงหรือรุนแรงขึ้นเป็นระดับ 3 ได้ มาตรการรับมือในขณะนี้คือ การเร่งนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น ให้โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งเดินเครื่องเต็มกำลังสูงถึง 109-110% เพิ่มการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ, จำกัดการส่งออกเฉพาะที่จำเป็น และส่งเสริมมาตรการ Work from Home รวมทั้งการใช้น้ำมันดีเซล B20 เฉพาะกับรถที่ผู้ผลิตรับรองเท่านั้น
โฆษก ศบก. กล่าวว่า หลายประเทศได้ยกระดับมาตรการรับมือ เช่น เกาหลีใต้จำกัดการใช้รถยนต์ 5 วัน/สัปดาห์ เหลื่อมเวลาทำงาน ลดเวลาอาบน้ำเพื่อประหยัดไฟฟ้า ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร อุดหนุนราคาพลังงานเฉพาะกลุ่มและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย จอร์แดนห้ามเปิดแอร์และเครื่องทำน้ำอุ่นในสถานที่ราชการ และ ฟิลิปปินส์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติจากวิกฤตพลังงาน นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ของไทย มีการลงพื้นที่ตรวจสอบการติดป้ายราคาสินค้า ป้องกันการฉวยโอกาส หากประชาชนพบเห็นสามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และจะมีการเปิดตัวโครงการไทยช่วยไทย ร่วมกับห้างค้าปลีกเอกชน เช่น แม็คโคร โลตัส เพื่อจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคช่วยเหลือประชาชน ในวันที่ 1 เม.ย.นี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า แผนรองรับระดับ 3 ของกระทรวงพลังงานคืออะไร นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับแผนระดับที่สาม เป็นแผนที่เตรียมไว้ในช่วงวิกฤต หมายความว่า ช่วงนั้นไม่สามารถจัดหาน้ำมันได้ตามที่ต้องการ อย่างเช่น ระดับที่ 1 ยังสามารถจัดหาน้ำมันดิบได้ตามปกติ ระดับที่สอง แหล่งพลังงานเริ่มลดน้อยลง แต่เรายังสามารถจัดหาได้ พอขึ้นไป 2.2 ตอนนี้เรื่องการจัดหามีความยากขึ้น และตอนนี้มีเหตุการณ์ที่จะปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ที่ทะเลแดง ตรงนั้นกำลังการผลิตที่จะส่งผ่านช่องแคบ อยู่ที่ 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถ้าซัพพลายตรงนั้นหายไปจะกระทบการจัดหา จะทำให้เกิดการแย่งกันในเรื่องการจัดหาน้ำมันดิบ แต่พอมาในระดับ 3 ซึ่งเป็นระยะการจัดหาน้ำมันดิบ ไม่ว่าจะมีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ เพราะไม่มีของ ตอนนั้นต้องมาพิจารณาว่า ถ้าเราขาดแคลนไม่สามารถจัดหาได้ ต้องมามองว่า เราจะมีการบริหารจัดการใช้น้ำมันในประเทศอย่างไร เพื่อให้มันสอดรับกับพลังงานที่หายไป
เมื่อถามต่อว่า แสดงว่า แผนเรายังไม่มีใช่หรือไม่ อยากทราบว่า แผนมีอะไรบ้าง นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า มีแผน จริงๆ ในอดีตมีเรื่องของการจำกัดการใช้พลังงาน เช่น การปันส่วนน้ำมัน ตอนนั้นถึงขั้นมีการปันส่วน เพราะน้ำมันที่เข้ามามีน้อย ซึ่งการปันส่วน คือ การมองว่า น้ำมันควรจะใช้กับใครบ้าง ซึ่งหน่วยงานที่ใช้ก่อนเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญ เช่น รถพยาบาล รถตำรวจ ค่อยมาดูว่า เราจะปันส่วนอย่างไร เรื่องของการปิดไฟ หรือปั๊มเปิด-ปิดกี่โมง เหมือนในอดีตที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งการปิดห้างสรรพสินค้า เป็นการบริหารจัดการพลังงานให้สอดคล้องกับพลังงานที่หายไป
เมื่อถามว่า ที่ยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ที่ให้ใช้รถแค่ 5 วันต่อสัปดาห์ ประเทศไทยจะใช้แบบนั้นหรือไม่ น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ ขึ้นกับว่า สถานการณ์ที่ตะวันออกกลางจะอยู่ในระดับไหน เพราะฉะนั้น เราเตรียมสำหรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเอาไว้ ซึ่งสถานการณ์สมมุติที่เลวร้ายที่สุด รัฐบาลต้องเตรียมตรงนั้น แต่ความเห็นส่วนตัวมองว่า ประเทศคู่ขัดแย้งได้รับแรงกดดันทั่วโลก รวมถึงได้รับแรงกดดันจากในประเทศตัวเองด้วย ดังนั้น ทุกคนมีส่วนร่วมที่จะพยายามทำให้สถานการณ์นั้นลดระดับลงมา แต่ประเทศไทยจะเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่แย่ที่สุดเอาไว้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้ ศบก.เคยบอกว่า จะไม่ขึ้นราคาตอนดึก แต่เมื่อคืนวานกลับประกาศขึ้นราคา อยากทราบเหตุผลและหลักการ และหลังจากนี้ประชาชนจะเจอการประกาศกลางดึกหรือไม่ น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่า ใครเป็นคอนเฟิร์มว่า จะไม่ขึ้นกลางคืน เพราะตามหลักแล้วควรจะขึ้นกลางคืน และตามหลักแล้วไม่ควรประกาศล่วงหน้า เพราะเราไม่ต้องการให้เกิดการกักตุน และไม่ต้องการให้เกิดสถานการณ์น้ำมันขาดหน้าปั๊ม ในอดีตอาจจะมีการบอกล่วงหน้า เพราะไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติ บอกล่วงหน้าคนก็ไม่ได้รู้สึกว่า จำเป็นอะไรมากมายที่จะต้องไปกักตุน แต่วันนี้พูดกันตามตรงถ้าบอกล่วงหน้า เราจะเจอสถานการณ์แบบที่ผ่านๆ มา วันนี้นิว นอร์มอลอย่างหนึ่งคือ เราอาจจะเจอการขึ้นราคาน้ำมันเรื่อยๆ แบบนี้ และทุกครั้งที่ขึ้นมันจะไปช่วยลดการพยายามการกักตุน และความพยายามลักลอบส่งออกทั้งหลาย
เมื่อถามย้ำว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศบก. เป็นผู้ระบุว่า จะไม่มีการประกาศกลางดึกอีก จะชี้แจงกับประชาชนอย่างไร น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า สถานการณ์เปลี่ยน มาตรการและแนวทางจำเป็นต้องเปลี่ยน ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแล้วมาตรการไม่เปลี่ยนจะมีปัญหา เชื่อว่า ณ เวลาที่นายพิพัฒน์บอกนั้น ซึ่งตนไม่ยืนยันข้อมูล เพราะจำไม่ได้ ท่านก็ไม่ได้โกหก แต่วันนี้สถานการณ์ที่ 2 ช่องแคบ เกิดขึ้นในช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้ทุกประเทศยกระดับมาตรการขึ้นหมดเลย ดังนั้น ณ วันนี้เป็นต้นไป ถ้ามีอะไรที่ไม่เหมือนเดิมก็ต้องกราบขออภัยไว้ล่วงหน้า และยืนยันว่า มันจะมี แต่เราจะพยายามสื่อสารถึงเหตุและผลให้ดีที่สุด เพราะ ศบก.เชื่อว่า ประเทศเราขับเคลื่อนด้วยเหตุผลได้ และเราจะใช้สิ่งนั้นเป็นหลักในการทำงาน ข้อเท็จจริง เหตุผล และสื่อสาร แค่นี้เลย จะไม่มีอะไรหลุดจากมาตรฐานนี้นับจากวันนี้
เมื่อถามอีกว่า หลังจากนี้ประชาชนต้องรอไปเติมน้ำมันในช่วงกลางดึก ก่อนจะกลับเข้าบ้านใช่หรือไม่ น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า เป็นทางเลือกของประชาชน พิจารณาว่ารถของตัวเองควรจะเติมน้ำมันในวันนั้นหรือไม่ เมื่อถามว่า รัฐบาลจะมีแนวทางแจ้งเตือนประชาชน ว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้นหรือไม่ เพื่อให้เกิดการเตรียมตัว น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ปัจจัยการขึ้นลงของราคาน้ำมันไม่ได้อยู่ในประเทศ เราไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ว่าวันไหนราคาจะปรับตัวแรง หากราคาตลาดโลกเหวี่ยงแรง ก็ต้องมีการปรับขึ้นราคาในประเทศ ดังนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนออกมา นอกเหนือจากการตรึงราคาน้ำมัน
น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจที่สถานการณ์เป็นแบบนี้ ตอนสถานการณ์รัสเซียยูเครน เราสามารถติดลบได้มากกว่านี้ เพราะตอนนั้นรัฐบาลมีอำนาจเต็ม สามารถมีมติขยายวงเงินได้ และเข้าใจความเครียดของประชาชน โชคร้ายที่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ในจังหวะเวลาที่รัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจเต็มทำบางอย่างได้ เช่นการลดภาษีสรรพสามิต รัฐบาลจึงต้องใช้มาตรการที่ทำได้เลยก่อน
ด้านนายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ชี้แจงถึงการที่ กบน.ประกาศขึ้นราคาน้ำมันช่วงกลางกลางดึกว่า ด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกช่วงนี้ มีความผันผวนเยอะ เราจึงต้องดูข้อมูลรอบด้าน โดยเฉพาะราคา ในอดีตที่ผ่านมาเป็นช่วงปกติ สามารถคำนวณราคาในช่วงเวลากลางวันได้ แต่ปัจจุบันราคาช่วงกลางวันกับช่วงกลางคืนเปรียบเทียบกันไม่ได้ กลางวันติดลบ กลางคืนกลับมาเป็นบวก เช่นเมื่อคืนนี้ ( 30 มี.ค.) ช่วงกลางวันติดลบอยู่ที่ 20-30 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่พอช่วงกลางคืน เพิ่มมาอีก 14 ดอลลาร์สหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องปิดตามราคาตลาดโลก นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องดูคือราคาของประเทศเพื่อนบ้าน ฐานะของกองทุนน้ำมันว่าจะมีสภาพคล่องอย่างไร และต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ รวมถึงภาระที่จะกระทบต่อประชาชน พร้อมยกตัวอย่างว่า เมื่อวานนี้ (30 มี.ค.) เราประกาศขึ้นราคาดีเซล 1.80 บาท หากดูเทียบกับค่าการตลาดในวันนี้ ก็ยังติดลบ แต่กองทุนน้ำมันคิดว่ายังสามารถแบกได้ครึ่งหนึ่ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนมากเกินไป
นายพรชัย กล่าวว่า กบน.จึงต้องมีการประชุมในเวลา 20.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ตลาดสิงคโปร์ ปล่อยราคาน้ำมันออกมา และเราต้องมาคำนวณเป็นเงินบาท ทำเป็นโครงสร้างราคา ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร รวมถึงต้องประกาศราคาที่กองทุนน้ำมันชดเชยให้ประชาชนทราบ ในเวลาประมาณ 21.00 น. ดังนั้นขอให้มั่นใจว่า กบน.ดูทุกด้านอย่างรอบคอบทุกมิติ ยืนยันว่าเราไม่ได้เอื้อผู้ค้า
นายวีรพัฒน์ ยังกล่าวถึงความผันผวนของราคาน้ำมันว่า ไม่สามารถบอกได้ว่า ราคาน้ำมันจะขึ้นลงวันไหน อยู่ที่ตลาดโลก ซึ่งขณะนี้ผันผวนมาก ดังนั้น กบน.ต้องติดตามและใช้ราคาที่ปิดตลาดถึงจะพิจารณาได้ ส่วนประชาชน จะต้องรอลุ้นถึงช่วง 22.00 น. หรือไม่นั้น เป็นอีกประเด็น เพราะแต่ละวัน กบน.ไม่ทราบว่า จะมีการปรับขึ้นราคาหรือไม่ ต้องดูสถานการณ์รายวัน แต่หากมองว่าสามารถดูแลได้ ก็จะทำเต็มที่ หากไม่ไหวก็ต้องปรับราคาไปตามกลไกตลาด
เมื่อถามถึงกรณีค่าการตลาดยังติดลบ แสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่แนวโน้มราคาน้ำมัน จะปรับตัวในคืนนี้ หรือพรุ่งนี้ (1 เม.ย.) ใช่หรือไม่ นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า กำลังดูอยู่ เพราะขณะนี้ราคาผันผวน วันนี้อาจจะเห็นว่าราคาขึ้นหรือลงก็ได้ ทั้งนี้ หากราคาลงจนทำให้ค่าการตลาดดีขึ้น อาจมีการพิจารณาว่าจะไม่มีการปรับในวันนี้ แต่หากกองทุนน้ำมันสามารถดูแลได้ และประเมินค่าการตลาดแล้ว ราคาน้ำมันก็มีมีแนวโน้มหยุดนิ่ง อาจจะดูแลไปก่อนอีก 1-2 วัน แล้วแต่สถานการณ์ ซึ่งสถานะกองทุนน้ำมันขณะนี้ มีเงินไหลออกวันละประมาณ 1.5 พันล้านบาท เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ติดลบอยู่ 4.2 หมื่นล้านบาท
เมื่อถามย้ำว่า มีความเป็นไปได้มากแค่ไหนว่าประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำมันสูงถึงลิตรละ 58 บาท นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับปัจจัยราคา สถานะกองทุน รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการกองทุนนํ้ามัน ต้องดูหลายด้านประกอบการ ซึ่งไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ว่าราคาจะขึ้นไปถึงเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานพยายามลดภาระให้มากที่สุด ซึ่งกองทุนน้ำมันมีไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพ ตรึงราคาคงไม่ไหว หากไม่มีกองทุนน้ำมัน ราคาก็คงกระชากไปแล้ว







