ขณะที่สงครามตะวันออกกลางดำเนินต่อเนื่องนับเดือน ด้านสาธารณสุขเป็นอีกภาคส่วนที่ต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมเหมือนกับทุกฝ่าย เนื่องจากต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้น โดยเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขภายใต้การนำของ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้นำทีมผู้เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงแผนเผชิญเหตุเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน เน้นย้ำว่าระบบสาธารณสุขไทยจะยังคงให้บริการอย่างต่อเนื่องแม้ในสภาวะไม่ปกติ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้มาตรการรัดเข็มขัดที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่เคยมีมา
• ตรึงราคาและสำรองคลังรับมือต้นทุนพุ่ง
หัวใจสำคัญของความพร้อมในครั้งนี้คือความมั่นคงทางยา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เฝ้าระวังรายการยาและเวชภัณฑ์จำเป็น 70 รายการ เช่น ยาช่วยชีวิต ยามะเร็ง และน้ำยาโปลิตีเนียมล้างไต โดยปัจจุบันมีการสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งาน 3-12 เดือน ท่ามกลางอุปสรรคด้านการขาดแคลนบรรจุภัณฑ์พลาสติกและค่าขนส่งที่สูงขึ้น อย. ได้แก้ไขปัญหาด้วยการอนุญาตให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบหรือภาชนะบรรจุได้สะดวกขึ้นตามประกาศเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พร้อมจัดตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์ร่วมกับภาคเอกชนและตรวจสอบระดับสต๊อกผ่านระบบ Dashboard แบบเรียลไทม์ (เขียว-เหลือง-แดง) ในทุกระดับตั้งแต่จังหวัดถึงส่วนกลาง
ในด้านการผลิต องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งถือครองสัดส่วนตลาด 7% แต่รับผิดชอบยาสำคัญ ได้เพิ่มระดับการสำรองวัตถุดิบและยาสำเร็จรูปจาก 3 เดือนเป็น 6 เดือนทันทีหลังจากเริ่มเกิดสงคราม แม้ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้นแล้ว 10% ตามราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม แต่ อภ. ยืนยันที่จะตรึงราคายาต่อไปอย่างน้อย 6 เดือน และพร้อมจะแบกรับภาวะขาดทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ นอกจากนี้ อภ. ยังเตรียมสภาพคล่องรวมกว่า 7,000-7,500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องให้กับโรงพยาบาลของรัฐในการจัดซื้อยาในช่วงวิกฤตนี้
• ขยายระบบ Telemedicine เต็มรูปแบบ
วิกฤตพลังงานครั้งนี้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้กระทรวงสาธารณสุขปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการสู่ระบบ "การแพทย์ทางไกล" หรือ Telemedicine เพื่อลดภาระการเดินทางของประชาชน โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้รับบริการจาก 8% เป็น 30% ผ่านแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม" ซึ่งมีการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น True ในการเปิดให้ใช้แอปพลิเคชันโดยไม่เสียค่าอินเทอร์เน็ต และอยู่ระหว่างหารือกับ AIS ในทิศทางเดียวกัน ทางออกนี้ช่วยประหยัดน้ำมัน และเพิ่มความรวดเร็วในการนัดหมายออนไลน์และการรับยาต่อเนื่องผ่านไรเดอร์หรือไปรษณีย์สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ควบคุมอาการได้ดี
• แพทย์ฉุกเฉินและการบริหารจัดการในระดับพื้นที่
สำหรับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ที่มีรถพยาบาลกว่า 20,000 คันทั่วประเทศ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ระบุว่ามีความต้องการใช้น้ำมันราว 1.2-1.3 แสนลิตรต่อวัน แม้จะมีผลกระทบในบางพื้นที่ เช่น 22 จังหวัดที่ต้องต่อคิวหรือ 3 จังหวัดที่ต้องเดินทางไปเติมน้ำมันไกลขึ้น แต่ในภาพรวมยังบริหารจัดการได้ 24 ชั่วโมง เนื่องจากได้รับการจัดลำดับความสำคัญเพื่อไม่ให้การบริการฉุกเฉินสะดุด จากความร่วมมือของกระทรวงพลังงานและสถานีน้ำมันทั่วประเทศ
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดยาวและภาคเอกชนหรือท้องถิ่นซึ่งดูแลรถฉุกเฉินถึง 70-80% แบกรับต้นทุนไม่ไหว กระทรวงสาธารณสุขก็มีแผนให้รถพยาบาลภาครัฐเข้าสนับสนุนในจุดวิกฤตทันที
• คุมต้นทุน เฝ้าระวังต่อเนื่อง
บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้ทำให้รัฐบาลเร่งผลักดันแผนความมั่นคงทางยาในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการผลิตสารตั้งต้นยา (API) ในประเทศเพื่อให้เห็นผลภายใน 4 ปี เพื่อลดการนำเข้าและสร้างความยั่งยืน ส่วนในระยะสั้น โรงพยาบาลทุกแห่งต้องบริหารจัดการงบประมาณภายใต้ต้นทุนค่าไฟและน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยเน้นมาตรการประหยัดพลังงานและควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังประเด็นอื่นๆ ควบคู่กันไป เช่น การสำรองน้ำยาฉีดเข้าเส้นเลือด (Warfarin) ที่นำเข้าจากอิสราเอลซึ่งยังมีใช้ถึงเดือนกรกฎาคม และการติดตามโควิดสายพันธุ์ BA.3.2 ที่แม้ยังไม่พบการระบาดรุนแรงในไทยแต่ต้องไม่ประมาท
ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าระบบสาธารณสุขไทยมีความพร้อมรับมือวิกฤตพลังงานอย่างครบมิติ ทั้งการสำรองยา การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างปลอดภัย ไม่สะดุด







