ข่าวคุณภาพชีวิต

เปิด 59 สินค้า-บริการควบคุม รับมือวิกฤตพลังงาน ลดภาระประชาชน

แชร์ข่าว

หลังมีการจำกัดเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญร้อยละ 20 ของโลก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบหายไปจากตลาดกว่า 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งจาก 70 ดอลลาร์ไปแตะระดับ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายใน 2 สัปดาห์ และผันผวนอยู่ในระดับหลักร้อยอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบนี้ลุกลามถึงประเทศไทย ซึ่งนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 57% โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบเม็ดพลาสติกที่ขาดแคลนและปรับราคาสูงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่มพลาสติกและบรรจุภัณฑ์กว่าร้อยละ 98.8 ที่ต้องเผชิญภาวะต้นทุนพุ่งสูง เช่น ราคาถุงร้อนและถุง HD ที่ปรับเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 4 บาท รวมถึงบรรจุภัณฑ์อาหารอื่น ๆ ที่ขยับตัวตามต้นทุนพลังงานและค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้นถึง 2 เท่า

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และกรมการค้าภายใน โดยนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน จึงต้องประกาศมาตรการคุมเข้มห้ามผู้ผลิตและผู้จำหน่ายปรับขึ้นราคาสินค้าโดยพลการตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 ซึ่งครอบคลุมสินค้าควบคุม 59 รายการ เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตพลังงานลากเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ "Stagflation" หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชนในสภาวะที่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง

เหตุผลสำคัญที่รัฐต้องเข้ามาแทรกแซงราคาในช่วงนี้นอกจากเรื่องต้นทุนพลังงานแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงกว่าร้อยละ 86.8 ถึง 91 ของ GDP และรายได้แรงงานที่เติบโตต่ำไม่ทันค่าครองชีพ การปล่อยให้ราคาสินค้าพุ่งสูงตามต้นทุนทันทีจะสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคม เนื่องจากผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยขาดอำนาจต่อรอง

กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จึงยังเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการดูแลประชาชนแม้จะเป็นผลดีในระยะสั้นก็ตาม โดยในทางปฏิบัติ กรมการค้าภายในได้ใช้กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ ประกอบด้วย กลุ่ม Sensitive List 18 รายการ เช่น ปุ๋ยเคมี ไข่ไก่ เนื้อสุกร น้ำมันพืช และเม็ดพลาสติก ที่ต้องติดตามราคาทุกวัน

กลุ่ม Priority Watch List 4 รายการ เช่น อาหารปรุงสำเร็จ และนมผง ที่ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และกลุ่ม Watch List อีก 197 รายการ ที่ตรวจสอบทุก 15 วัน นอกจากนี้ยังเตรียมยกระดับสินค้าจำเป็น 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ จากเดิมที่ให้แจ้งเพื่อเปลี่ยนแปลงราคา เป็นการต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับราคาจะเป็นไปตามโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงและผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้านจากภาครัฐก่อน

การตรึงราคาจำหน่ายในราคาเดิมจึงเป็นการช่วยลดภาระประชาชนในช่วงสถานการณ์คับขัน หากผู้ประกอบการรายใดฝ่าฝืนกักตุนสินค้าหรือปรับขึ้นราคาโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษหนักจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาจะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

____________

รายชื่อสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ (54 สินค้า 5 บริการ) มีดังนี้

หมวดกระดาษและผลิตภัณฑ์: กระดาษทำลูกฟูก กระดาษเหนียว, กระดาษพิมพ์และเขียน, กระดาษชำระ

หมวดบริโภค: เนื้อสุกร, ไก่เนื้อ, ไข่ไก่, นมผง นมสด, ปลากระป๋อง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, น้ำมันพืช, น้ำตาลทราย, เกลือปรุงรส, แป้งสาลี, ข้าวสาร, ข้าวเปลือก, กระเทียม, หอมหัวใหญ่, ผลปาล์มน้ำมัน, มะพร้าวผล, ยางพารา (เศษยาง, น้ำยางสด), อาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุภาชนะผนึก, เครื่องดื่มนมอัดเม็ด

หมวดปัจจัยการผลิตทางการเกษตร: ปุ๋ย, ยาป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืช, อาหารสัตว์, เครื่องจักรกลการเกษตร, รถเกี่ยวข้าว, รถไถนา

หมวดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม: ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG), น้ำมันเชื้อเพลิง

หมวดวัสดุก่อสร้าง: ปูนซีเมนต์, เหล็กเส้น, เหล็กโครงสร้าง, แผ่นเหล็ก, สายไฟฟ้า, ท่อ PVC, กระเบื้องปูพื้น/บุผนัง, สุขภัณฑ์ (โถส้วม, อ่างล้างหน้า)

หมวดสินค้าอุปโภค: ผ้าอนามัย, ผงซักฟอก, สบู่, แชมพู, ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

หมวดเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ป้องกัน: หน้ากากอนามัย, ใยสังเคราะห์ผลิตหน้ากาก, แอลกอฮอล์เจล, ยาเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์, ถุงมือยาง, ชุดตรวจคัดกรองโรค (ATK)

หมวดบริการควบคุม: การให้สิทธิการจำหน่ายสินค้า (Franchise), การให้ยืมสินค้าเพื่อการค้า, บริการรับเก็บสินค้าในคลัง/ห้องเย็น, บริการรับจ้างชำระเงิน (Counter Service), บริการรับส่งสินค้าสำหรับธุรกิจออนไลน์ (Delivery)