สมรภูมิเดือดกลางน่านน้ำที่ร้อนระอุที่สุดในโลกอย่าง "ช่องแคบฮอร์มุซ" กำลังกลายเป็นบททดสอบบารมีครั้งสำคัญของ "ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์" ผู้นำสหรัฐฯ เมื่อความพยายามในการระดมพลเพื่อเผชิญหน้ากับ "อิหร่าน" กลับลงเอยด้วยการ "โดนปฏิเสธ" ครั้งประวัติศาสตร์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลกกำลังกลายเป็นอัมพาตจากไฟสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง
"ทรัมป์" จึงประกาศกร้าวเรียกหาความร่วมมือทางทหารจากมิตรประเทศเมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุชัดเจนผ่านโซเชียลมีเดียว่า โลกต้องร่วมมือกับสหรัฐฯ ส่งเรือรบเข้าไปจัดการกับความพยายามของอิหร่านที่หวังจะปิดตายช่องแคบแห่งนี้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง แต่เพียงไม่กี่วันถัดมา ในวันอังคารที่ 17 มีนาคม ทรัมป์กลับต้องกลืนน้ำลายตัวเองด้วยการประกาศว่า "เราไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น!" พร้อมก่นด่าพันธมิตร "นาโต" ว่า เป็นพวก "โง่เขลาเบาปัญญา" หลังได้รับเสียงตอบรับที่เย็นชาจากทั่วทุกมุมโลก
รอยร้าวในค่ายตะวันตกชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อ "เยอรมนี" ภายใต้การนำของ "นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ" ออกมาประกาศกร้าวในวันที่ 16 มีนาคม ว่า การทำสงครามกับอิหร่านไม่ใช่กงการอะไรของนาโต และเยอรมนีจะไม่มีวันส่งเรือรบไปเสี่ยงในน่านน้ำนั้นเด็ดขาด
เช่นเดียวกับ "บอริส พิสโตริอุส" รัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี ที่ตอกกลับอย่างแสบสัน ว่า นี่ไม่ใช่สงครามที่เยอรมนีเป็นคนก่อ และตั้งคำถามเชิงประชดประชันว่าขนาดกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ว่าเกรียงไกรยังคุมสถานการณ์ไม่อยู่ แล้วจะคาดหวังอะไรจากเรือรบยุโรปเพียงไม่กี่ลำ
ทางด้าน "อังกฤษ" โดย "นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์" ก็แสดงจุดยืนแบ่งรับแบ่งสู้ว่าแม้จะพยายามหาแผนฟื้นฟูความปลอดภัย แต่ภารกิจนี้จะไม่มีวันเป็นภารกิจของนาโตเด็ดขาด เพราะอังกฤษไม่ต้องการถูกลากเข้าสู่สงครามที่ขยายวงกว้างจนคุมไม่ได้
ทางฟาก "ฝรั่งเศส" ยิ่งชัดเจนกว่าใครเพื่อน เมื่อ "แคทเธอรีน โวแตร็ง" รัฐมนตรีกลาโหม ยืนยันหนักแน่นว่า "ไม่มีทาง" ที่จะส่งเรือรบไปในขณะที่สงครามกำลังระอุ ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของ "ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง" ที่ขอปฏิเสธการเข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้อย่างสิ้นเชิง
ขณะที่ภาพรวมของ "สหภาพยุโรป" ผ่านเสียงของ "คายา คัลลาส" หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศ ก็ระบุชัดว่า ไม่มีประเทศสมาชิกรายใดพร้อมส่งคนไปตายในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมย้ำเตือนว่า นี่ไม่ใช่สงครามของยุโรป
สอดรับกับท่าทีของ "อันโตนิโอ ทายานี" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลี ที่มองว่าภารกิจ "แอสพิเดส" ที่มีอยู่เดิมนั้นมีไว้เพื่อกันโจรสลัด ไม่ใช่เพื่อทำสงครามกับประเทศมหาอำนาจในตะวันออกกลาง
ความล้มเหลวในการดึงพันธมิตรยังลามไปถึง "สเปน" ซึ่ง "มาร์การิตา โรเบิลส์" รัฐมนตรีกลาโหม ไม่เพียงแต่ปฏิเสธ แต่ยังด่ากลับคำขู่ของทรัมป์ที่ว่านาโตจะเจออนาคตที่เลวร้าย โดยยืนยันว่า เป้าหมายเดียวคือการหยุดสงครามทันที ไม่ใช่การเติมเชื้อไฟ แถมก่อนหน้านี้รัฐบาลเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรี ยังสั่งห้ามสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในสเปนเพื่อโจมตีอิหร่านอีกด้วย
ไม่ต่างจาก "โปรตุเกส ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และโปแลนด์" ที่ต่างพากันประสานเสียงว่าไม่มีทรัพยากรบ้าง ไม่ใช่เรื่องสำคัญอันดับแรกบ้าง หรือต้องการให้ลดความตึงเครียดก่อนจะพูดเรื่องส่งกองกำลัง ซึ่งเป็นการปฏิเสธแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นแต่เจ็บลึกถึงทรวง
ข้ามมาที่ฝั่ง "เอเชีย" และ"โอเชียเนีย" เมื่อ "ทรัมป์" ก็ต้องกินแห้วไม่ต่างกัน หลังจากที่ "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ยืนยันต่อรัฐสภาว่า ยังไม่มีแผนส่งเรือรบ และต้องพิจารณาข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ส่วน "เกาหลีใต้" โดย "อัน กยู-แบค" รัฐมนตรีกลาโหม ก็เล่นแง่ว่ายังไม่ได้รับคำขออย่างเป็นทางการ และทุกอย่างต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากในสถานการณ์เช่นนี้
ปิดท้ายด้วย "ออสเตรเลีย" ที่ "แคทเธอรีน คิง" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโครงสร้างพื้นฐานฯ ประกาศชัดว่า ออสเตรเลียจะไม่ส่งเรือรบไปคุ้มกันเรือน้ำมัน แต่จะเน้นเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศแทน
จากถ้อยแถลงของกลุ่มประเทศพันธมิตร "ยุโรป-เอเชีย" ที่ปฏิเสธคำเรียกร้องของ "พญาอินทรี" ในการร่วมทำสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ "ทรัมป์" ถูกปล่อยทิ้งให้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในเกมนองเลือดครั้งนี้
#สงครามสหรัฐอิหร่าน #ช่องแคบฮอร์มุซ #ทรัมป์ #ราคาน้ำมัน #ข่าวต่างประเทศ #การเมืองโลก #นาโต #วิกฤตตะวันออกกลาง #ความมั่นคงระหว่างประเทศ #เศรษฐกิจโลก








