ข่าวคุณภาพชีวิต

ปลดล็อกขายเหล้า "บ่าย 2-5 โมง" ดันยอดร้านอาหารพุ่ง 20% "เอกชน" จี้รัฐประกาศใช้ถาวรรับไฮซีซั่น

แชร์ข่าว

ทลายกำแพงกฎหมายโบราณ 50 ปี! ผลทดลองปลดล็อกช่วงเวลาห้ามขายแอลกอฮอล์ 2 เดือนแรกพบ "ยอดขายพุ่ง-อุบัติเหตุไม่เพิ่ม" สมาคมร้านอาหารเผยนักท่องเที่ยวต่างชาตินั่งแช่สั่งเพิ่มทำรายได้โตพรวด 20% ด้าน รมว.สาธารณสุข ยืนยันสถิติดื่มแล้วขับช่วงบ่ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เตรียมลุ้นผลประเมิน 180 วัน ดันเป็นมาตรการถาวรปั๊ม GDP ประเทศ

กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการไทย หลังจากรัฐบาลตัดสินใจ "ทลายกำแพง" กฎหมายโบราณกว่า 50 ปี ด้วยการปลดล็อกช่วงเวลาห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เวลา 14.00 – 17.00 น. ซึ่งผลจากการทดลองใช้มาตรการดังกล่าวในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2568 ถึง 31 มกราคม 2569 ไม่เพียงแต่จะช่วย "ต่อลมหายใจ" ให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร และร้านค้าทั่วประเทศด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังเป็นการพิสูจน์ผ่านตัวเลขสถิติว่า "การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่เท่ากับอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้น" เสมอไป หากมีการบริหารจัดการที่ตรงจุด

โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการติดตามผลประเมินรอบ 2 เดือน พบว่าอัตราการดื่มแล้วขับรายชั่วโมงในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. มีค่าเฉลี่ย "ต่ำกว่า" ช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเส้นกราฟการเกิดอุบัติเหตุคงที่และไม่มีการกระตุกขึ้น แม้จะเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มีการเดินทางหนาแน่นก็ตาม ข้อมูลชุดนี้กลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์สำคัญ ที่ภาคเอกชนใช้ยืนยันว่า มาตรการขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ไม่ได้ส่งผลกระทบทางสังคมอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ในทางกลับกัน กลับเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง โดยช่วยลดผลกระทบจากกฎหมายเดิมที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวและสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน การปลดล็อกครั้งนี้ถือเป็นการแก้ปมสำคัญของภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากสื่อต่างประเทศเคยรายงานถึงการลงโทษทางแพ่งของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาช่วงบ่ายในประเทศไทยตาม พรบ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ จนสร้างความกังวลและมีผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังประเทศอื่นในอาเซียนที่มีกฎระเบียบยืดหยุ่นกว่ากับบริบทในปัจจุบัน

“เมื่อรัฐบาลปลดล็อกข้อจำกัดนี้ จึงเท่ากับการประกาศความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ ช่วยให้ร้านค้า และร้านอาหารสามารถรองรับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่หลากหลายทั่วโลกได้ยาวนานขึ้น ส่งผลดีต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นและสนับสนุนธุรกิจร้านค้าและร้านอาหารในระยะยาวอย่างยั่งยืน”นายพัฒนา กล่าว

นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ระบุว่า มาตรการนี้ช่วยกำจัด "ช่วงเวลาฟันหลอ" 3 ชั่วโมงที่เคยเป็นสุญญากาศทางเศรษฐกิจออกไป ภาคค้าปลีกและร้านค้าในเครือข่ายได้รับอานิสงส์อย่างมาก โดยเฉพาะร้านค้าปลีกในแหล่งท่องเที่ยว จากสองเดือนที่ผ่านมา นอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ในภาพรวมเฉลี่ยมากกว่า 5.0% การปลดล็อกดังกล่าวช่วยลดความขัดแย้งระหว่างพนักงานกับนักท่องเที่ยวที่มักไม่เข้าใจว่าทำไมถึงซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงบ่ายไม่ได้ทั้งที่วางโชว์อยู่บนชั้น การทำให้กฎระเบียบสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ จะช่วยให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้มากขึ้น"

ขณะที่ นายฌานนท์ เกิดเจริญ นายกสมาคมร้านอาหาร ให้ข้อมูลสอดคล้องกับตัวเลขของผู้ประกอบการที่พบว่ารายได้มีโอกาสเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% นักท่องเที่ยวต่างชาติมักทานมื้อเที่ยงนานกว่าคนไทย การปลดล็อกทำให้เขาสามารถสั่งเครื่องดื่ม อาทิ ไวน์หรือเบียร์ คู่กับมื้ออาหารได้ตามปกติ ไม่ต้องถูกกดดันด้วยการที่ต้องหยุดขายในเวลาบ่าย 2 โมง ผลที่ตามมาคือเขานั่งนานขึ้น สั่งอาหารเพิ่มขึ้น และช่วยลดการเสียโอกาสทางธุรกิจที่เคยสูญเสียไปนานหลายปี หากรัฐเดินหน้าต่อให้เป็นถาวร จะเป็นการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียนได้อย่างแน่นอน"

ด้าน นายกวี สระกวี นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) เปิดเผยว่า การปลดล็อกครั้งนี้ คือ การแก้ไขปัญหากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่ค้างคามานานกว่าครึ่งศตวรรษ ซึ่งเดิมทีมีที่มาจากคำสั่งคณะปฏิวัติปี 2515 เพื่อคุมวินัยข้าราชการ แต่กลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวระดับโลก เราเห็นตัวเลขชัดเจนว่าการขยายเวลาขายไม่ได้ทำให้อุบัติเหตุสูงขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คือกลุ่มที่นั่งดื่มในร้านอาหารพร้อมมื้อกลางวัน ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงหลักบนท้องถนน หากรัฐบาลพิจารณาข้อมูล 180 วันแล้วพบว่าผลกระทบทางสังคมไม่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราหวังว่าจะมีการประกาศใช้เป็นมาตรการถาวร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยสับสนกับกฎหมายของเรา

“ก้าวต่อไปหลังจากนี้คือช่วงเวลาที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อการประเมินผลกระทบครบกำหนด 180 วัน หรือประมาณช่วงกลางปี 2569 ทิศทางของนโยบายนี้จะกลายเป็นดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังต้องการเครื่องยนต์หลักในการผลักดันจีดีพีให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง มาตรการ "ปลดล็อก" ที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยดันยอดขายในช่วงเวลาดังกล่าวได้กว่า 20% โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสถิติอุบัติเหตุอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลใหม่ว่าจะเลือก "ไปต่อ" ด้วยการประกาศเป็นมาตรการถาวร หรือจะเลือก "ถอยหลัง" กลับไปหาข้อจำกัดเดิมที่เคยเป็นอุปสรรคมากว่า 50 ปี”

ข่าวแนะนำ