ข่าวคุณภาพชีวิต

ทำไม WHO ถึงประกาศให้ PM 2.5 เป็นสารก่อมะเร็ง กัดกินลึกถึงระดับเซลล์

แชร์ข่าว

หมอกจางๆ ยามเช้า แท้จริงอาจซ่อนภัยคุกคามที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรียกว่า PM 2.5 ไม่ได้เป็นปัญหามลภาวะที่บดบังทัศนียภาพหรือสร้างความระคายเคืองรำคาญใจเพียงชั่วคราวอีกต่อไป แต่คือศัตรูตัวฉกาจต่อระบบทางเดินหายใจที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยกระดับการเตือนภัยขั้นสูงสุด โดยเปลี่ยนสถานะจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ให้กลายเป็นวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขระดับโลกที่ไม่อาจมองข้ามได้

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกตระหนักถึงความรุนแรงนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556 สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ภายใต้ร่มของ WHO ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ จัดให้ "มลพิษทางอากาศภายนอก" และ "ฝุ่นละออง PM 2.5" เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ กลุ่มที่ 1 (Group 1) ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงสูงสุดเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ แร่ใยหิน และรังสีอัลตราไวโอเลต โดยมีหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปอด และยังพบความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะอีกด้วย

ความน่ากลัวของ PM 2.5 อยู่ที่อนุภาคขนาดจิ๋ว เล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 20-30 เท่า ทำให้ระบบกรองตามธรรมชาติของร่างกายไม่สามารถดักจับไว้ได้ ฝุ่นพิษเหล่านี้จึงสามารถเล็ดลอดผ่านหลอดลม ลงลึกถึงถุงลมปอด และซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะกระตุ้นให้เกิดภาวะ "ความเครียดจากอนุมูลอิสระ" (Oxidative Stress) และการอักเสบของเนื้อเยื่อทางเดินหายใจ

การสัมผัสเป็นเวลานานจะส่งผลให้เยื่อบุหลอดลมเสื่อม เกิดการอักเสบเรื้อรัง และทำลายโครงสร้าง DNA ของเซลล์ปอด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่นำไปสู่การกลายพันธุ์ของเซลล์และการก่อตัวของมะเร็งปอด แม้ในผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนก็ตาม ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยืนยันว่า PM 2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพชั่วคราวที่ทำให้ไอหรือเคืองตา แต่เป็น "ภัยคุกคามเรื้อรัง" ที่ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว

ความรุนแรงของสถานการณ์นี้สะท้อนผ่านตัวเลขความสูญเสียมหาศาล จากการรายงานของ WHO พบว่ามลพิษอากาศภายนอก ซึ่งรวมถึง PM 2.5 เป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลกประมาณ 4.2 ล้านคนในปี 2019 โดยสาเหตุหลักมาจากโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอดเรื้อรัง การติดเชื้อทางเดินหายใจ และมะเร็งปอด

หากนับรวมมลพิษทั้งภายนอกและภายในอาคาร ตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจสูงถึง 6.7 ล้านคนต่อปี ด้วยเหตุนี้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานความปลอดภัยครั้งใหญ่ ในปี ค.ศ. 2021 WHO ได้ประกาศปรับปรุงเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่ให้เข้มงวดขึ้น โดยลดระดับค่าเฉลี่ยรายปีของ PM 2.5 ที่ปลอดภัยจาก 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เหลือเพียง 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า "ไม่มีระดับปริมาณฝุ่น PM 2.5 ใดที่ปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างแท้จริง"

การรับมือกับวิกฤตนี้จึงต้องอาศัยมาตรการที่จริงจังทั้งในระดับนโยบายและระดับบุคคล การแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงแค่การสวมหน้ากาก N95 เพื่อป้องกันตนเอง แต่ต้องรวมถึงมาตรการระดับชาติในการควบคุมการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะ ภาคอุตสาหกรรม และการจัดการขยะ รวมถึงการสนับสนุนพลังงานสะอาด สำหรับประชาชนทั่วไป การตรวจสอบค่าคุณภาพอากาศเป็นประจำและหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงวิกฤตเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการตระหนักรู้ว่าฝุ่นนี้คือสารก่อมะเร็ง จะช่วยปกป้องสุขภาพได้

ท้ายสุด การที่ WHO จัดให้ PM 2.5 เป็นสารก่อมะเร็ง ย้ำเตือนว่า ทุกลมหายใจที่สูดดมเข้าไปในวันนี้ คือเดิมพันสุขภาพในระยะยาว และประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะรับรู้และได้รับการปกป้องจากภัยเงียบนี้

ข่าวแนะนำ