สัมภาษณ์พิเศษ
ในการพัฒนาเมืองกรุงเทพมหานครยุคใหม่ภายใต้การนำของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และทีมผู้บริหารปัจจุบัน การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐถือเป็นหัวใจสำคัญ รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจถึงแนวคิดและประสบการณ์ในการนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาและสร้างกรุงเทพฯ โดยมุ่งหวังให้เป็นเมืองน่าอยู่และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากต่อไปในอนาคต
รากฐานจาก "จุฬาฯ" สู่โมเดลบริหารเมือง
เพื่อให้เข้าใจถึงพื้นฐานแนวคิดต่าง ๆ รศ.ดร.วิศณุเล่าถึงประสบการณ์การบริหารพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำมาปรับใช้กับการบริหารงานกรุงเทพมหานคร หลักการสำคัญข้อแรกคือเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานและการจัดการข้อร้องเรียน ยกตัวอย่าง ในสมัยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี มีความเห็นว่าการจัดการอาคารเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องสุขาภิบาล จุดเน้นคือ ห้องน้ำ หากห้องน้ำไม่สะอาด ถือว่าผู้จัดการอาคารทำงานใช้ไม่ได้ เพราะห้องน้ำคือปัจจัยพื้นฐาน จึงนำเทคโนโลยีมาใช้จัดการคำร้องเรียน โดยใช้ QR Code ติดไว้ทั่วพื้นที่แทนการเขียนจดหมายร้องเรียน ระบบนี้ช่วยให้ผู้บริหารทราบทันทีว่าผู้จัดการอาคารทำงานดีแค่ไหน และมีการกำหนดมาตรการชัดเจนว่า การแจ้งเรื่องทุกเรื่องจะต้องเสร็จภายใน 3 วัน เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการแก้ปัญหา
ส่วนด้านกายภาพใหญ่ ได้ริเริ่มเปลี่ยนพื้นที่สยามสแควร์ให้เป็นถนนคนเดิน (Walking Street) โดยมีหลักการคือ เน้นคนเดิน แทนการให้รถวิ่งผ่าน และถนนคนเดินจะสำเร็จได้ ไม่ใช่แค่การปิดถนน แต่สองข้างทางต้องน่าเดินด้วย จึงมีการปรับเปลี่ยนผู้เช่า โดยเน้นร้านค้าที่สร้างความคึกคักและความพลุกพล่านของคน หรือสร้างไดนามิก
"เรากำหนดให้หน้าร้านต้องเปิดไฟสว่างและตกแต่งให้ดี เพื่อให้ร้านค้าเป็นส่วนหนึ่งของการโชว์สินค้า นโยบายการเช่าเน้นการสนับสนุนธุรกิจไทยเป็นหลัก โดยกำหนดให้มีแฟรนไชส์น้อย หากเป็นแบรนด์ต่างประเทศที่จะเข้ามาเช่า จะต้องเป็นร้าน Flagship ซึ่งหมายถึงเป็นร้านเดียวในประเทศเพื่อใช้เป็นพื้นที่โชว์สินค้าใหม่และจัดกิจกรรม ปัจจุบันสัดส่วนธุรกิจที่สยามสแควร์คือ 70% เป็นธุรกิจไทย และ 30% เป็นร้านค้าต่างประเทศหรือ Flagship โดยผู้เช่าต้องมีศักยภาพ"
ขณะที่การจัดการหาบเร่แผงลอยบริเวณสยามสแควร์ รศ.ดร.วิศณุกล่าวว่า ได้ใช้วิธีลงทะเบียน เพื่อควบคุมให้อยู่ในระเบียบ โดยเปลี่ยนพื้นที่จอดรถบางส่วนให้หาบเร่ขายของได้ มีการลงทะเบียนแบ่งเป็นรอบเช้าและเย็น และกำหนดเงื่อนไขสำคัญคือ คนในพื้นที่เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ขาย เช่น คนในครอบครัวของสถานีตำรวจปทุมวัน หรือคนในพื้นที่อยู่แล้ว เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน ผู้ค้าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อยเพียง 50-100 บาท เพื่อให้ไม่ต้องกลัวการถูกจับ และจัดพื้นที่ให้เหมาะสมกับความสว่างและความสะอาด
นอกจากนี้ ยังเคยมีโครงการที่ต้องการเปลี่ยนมอเตอร์ไซค์รับจ้างรอบจุฬาฯ ประมาณ 500 คน ให้เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV) แนวคิดคือให้ผู้ขับขี่จ่ายค่าไฟฟ้าวันละ 100-120 บาท เท่ากับค่าเชื้อเพลิงที่เคยจ่าย เพื่อผ่อนรถไฟฟ้าแทน อย่างไรก็ตาม โครงการยังติดขัดเพราะผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ยังผ่อนรถคันเดิมอยู่ และติดปัญหาเรื่องการเปลี่ยนเป็นป้ายเหลืองสำหรับรถรับจ้าง ในอนาคต ต้องสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ทำให้ผู้ขับขี่มีรายได้เพิ่มขึ้นหรือค่าใช้จ่ายลดลง เพื่อจูงใจให้เข้าร่วม เช่น การให้มอเตอร์ไซค์ทำรายได้เสริมอื่น ๆ ในช่วงกลางวัน เช่น การส่งของ
วิธีคิดแบบ กทม. เข้าใจปัญหาก่อนใช้เทคโนโลยี
แนวคิดหลักในการทำงานของ รศ.ดร.วิศณุ คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการเมือง โดยย้ำว่าการทำงานของ กทม. แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การปรับปรุงงานประจำและการสร้างสรรค์งานใหม่ รศ.ดร.วิศณุชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดก่อนที่จะเลือกใช้เทคโนโลยีใด ๆ คือการทำความเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเชิงกฎระเบียบ การปฏิบัติ หรือวัฒนธรรมองค์กร
สำหรับงานประจำที่ กทม. ทำอยู่แล้ว เช่น การขอใบอนุญาตต่าง ๆ การนำเทคโนโลยีมาใช้คือการเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้ประชาชนสะดวกสบายขึ้น ยกตัวอย่างความท้าทายที่เคยเจอในการทำงานแบบเดิม เช่น การนำระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-saraban) มาใช้ แต่สุดท้ายก็ไม่ช่วยลดภาระงาน เพราะกระบวนการเดิมยังคงต้องมีการพิมพ์เอกสารออกมาเพื่อให้มีลายเซ็นจริงอยู่ดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หากไม่ปรับกระบวนการทำงานหรือกฎระเบียบ เทคโนโลยีก็จะใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่
ในทางกลับกัน งานใหม่ ๆ ที่ไม่มีข้อจำกัดหรือวัฒนธรรมองค์กรเก่า ๆ มักจะทำได้ง่ายกว่าและรวดเร็วกว่า ตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ ระบบควบคุมน้ำหนักบรรทุก ซึ่งถือเป็นโครงการใหม่ที่สำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานของเมือง รศ.ดร.วิศณุ กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ของ กทม. คือรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดถึงสองเท่า เช่น บรรทุก 50 ตัน จากที่กำหนด 25 ตัน เทคโนโลยีที่นำมาใช้คือการติดตั้ง เครื่องมือชั่งน้ำหนักใต้สะพาน โดยเฉพาะสะพานเหล็กเก่าที่มีความเสี่ยงสูง เพราะออกแบบมาสำหรับใช้งานชั่วคราวและมีระยะความปลอดภัย (Safety Margin) น้อยกว่าสะพานคอนกรีต
"โครงการนี้ไม่เพียงแต่ใช้ในการจับกุมรถที่ทำผิดกฎหมาย แต่ยังมีความสำคัญต่อความปลอดภัยในอีกมิติหนึ่งด้วย เครื่องมือนี้สามารถวัดการทรุดตัวของสะพานเมื่อมีน้ำหนักบรรทุก เพื่อให้ กทม. ทราบว่าสะพานใดมีความเสี่ยงหรือไม่ไหวแล้ว เป็นการพัฒนาเชิงรุกตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เน้นความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน แต่การบังคับใช้กฎหมายยังคงเป็นอุปสรรค เพราะการจับกุมยังต้องประสานงานกับตำรวจและอัยการ เนื่องจากกฎหมายยังผูกโยงกับคดีอาญา ซึ่งทำให้กระบวนการทำสำนวนและการดำเนินการล่าช้าและมีขั้นตอนมาก ควรมีการเสนอแก้กฎหมายให้เป็นเพียงค่าปรับทางแพ่ง เพื่อให้การบังคับใช้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น"
จัดการน้ำท่วมด้วยข้อมูล จาก 12 จุด สู่ 737 จุด
หนึ่งในประเด็นที่ รศ.ดร.วิศณุ ให้ความสำคัญและมั่นใจในการบริหารจัดการมากขึ้นคือเรื่องการระบายน้ำ โดยระบุว่าใช้เวลาประมาณ 3 ปีในการเก็บข้อมูลและพัฒนาการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเริ่มต้น ไม่มีข้อมูลเพียงพอ แต่ปัจจุบัน กทม. ได้วางแผนระบายน้ำบนพื้นฐานของข้อมูล ทำให้สามารถคาดการณ์และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้แม่นยำขึ้นมาก หลักการคือการใช้ AI และเซ็นเซอร์ในการคาดการณ์ปริมาณฝน ระดับน้ำท่วมจริง และอัตราการระบายน้ำในท่อและคลองต่าง ๆ ข้อมูลเหล่านี้ทำให้สามารถบอกได้ว่าจุดใดจะท่วมและจะแห้งภายในกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมง
"เกณฑ์ที่เราให้ไว้คือใช้ AI แต่ AI มันจะฉลาดได้ มันต้องเรียนรู้จากข้อมูลเยอะ ๆ หลักการต้องคาดการณ์ฝนได้ ว่าฝนจะตกเท่าไร และมีเซ็นเซอร์วัดว่า ฝนตกจริงเท่าไร เราใช้เวลา 3 ปีในการต้องเก็บข้อมูล ปีนี้ผมมั่นใจเลย ถ้าผู้ว่าฯ บอก ณุ ฝนตกแล้ว ผมบอกใจเย็น ๆ ครับ ครึ่งชั่วโมงลง หรือ 1 ชั่วโมงลง ตรงนี้ใจเย็น ๆ มีเทคโนโลยี ผมดูง่าย ๆ ผมดูคลองก่อน ว่าคลองน้ำลงได้รึเปล่า ถ้าคลองลงได้ ผมมั่นใจว่าเดี๋ยวท่อก็ลง ถ้าไม่ลงตามหลักวิทยาศาสตร์ แสดงว่ามีท่ออุดตัน มีขยะอุดตัน เราไปจัดการตรงนั้น"
สำหรับความพร้อมในปีนี้และปีที่ผ่านมา ประสิทธิภาพในการจัดการน้ำท่วมจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการใช้แพลตฟอร์มทราฟฟี่ ฟองดูว์ (Traffy Fondue) ในการรวบรวมข้อมูลปัญหา ข้อมูลร้องเรียนจากประชาชนตั้งแต่ปี 2565 ทำให้ กทม. สามารถระบุจุดเสี่ยงน้ำท่วมได้ถึง 737 จุด จากเดิมที่มีการระบุเพียง 12 จุด การมีข้อมูลตำแหน่งและสาเหตุที่ชัดเจนทำให้สามารถลงพื้นที่แก้ไขปัญหาเชิงกายภาพได้อย่างแม่นยำ
รศ.ดร.วิศณุกล่าวว่า จุดอ่อนของ กทม. ที่ต้องเร่งแก้ไขคือพื้นที่ลาดกระบัง-คลองประเวศฯ ซึ่งไม่มีเขื่อน โดยอธิบายถึงหลักการที่ต้องรักษาให้น้ำอยู่ภายในคลอง (In-Stream Storage) ให้ได้มากที่สุด การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังบนพื้นฐานของข้อมูล เพราะหากน้ำล้นคลองออกไปบนถนนหรือเข้าสู่บ้านเรือนแล้ว จะนำกลับเข้าระบบระบายน้ำได้ยาก โครงการที่ต้องเพิ่มขึ้นในพื้นที่นี้คือ การก่อสร้างเขื่อนริมคลองประเวศฯและพระโขนงให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มความจุในการกักเก็บน้ำให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย คาดว่าความสูงจะต้องประมาณ 3 เมตรจากระดับน้ำทะเลในบางพื้นที่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นใจในการจัดการน้ำในพื้นที่อ่อนไหว
สาเหตุหลักที่ทำให้พื้นที่ในกรุงเทพฯ น้ำท่วมเมื่อฝนตกหนักในช่วงครึ่งชั่วโมงแรก คือ ขยะหน้าตะแกรงท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขโดยใช้กำลังคนและหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (หน่วยเบส) เข้าไปเคลียร์ขยะหน้าตะแกรงอย่างเร่งด่วน
"เรื่องการร้องเรียนของประชาชนผ่าน Traffy Fondue เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ผมว่ามันไม่ใช่เทคโนโลยีไฮเทคอะไรมาก แต่มันสำเร็จเพราะผู้ว่าฯ เอาจริง คือถ้าคุณแจ้งมาแล้วไม่ได้รับความรับผิดชอบ (No respons) คนก็ไม่แจ้ง ระบบนี้ช่วยให้ลดขั้นตอนและลดเวลา เพราะมีบันทึก (track record) และแจ้งสถานะว่าเรื่องถึงไหนแล้ว ในช่วงหาเสียง 2 ปีมีคนแจ้งเรื่องไม่ถึง 8,000 เรื่อง แต่หลังรับตำแหน่งเพียงวันเดียวมีคนแจ้งกว่า 20,000 เรื่อง และปัจจุบันมีผู้แจ้งเรื่องนับล้านแล้ว ประโยชน์ทางอ้อมที่เราไม่ได้นึกไว้ก่อนเลยคือเรื่องน้ำท่วม ตอนปี 65 ผมเอาข้อมูลที่ประชาชนแจ้งน้ำท่วมขึ้นมาลงบนแผนที่ ทำให้เราได้มา 737 จุด จากเดิมที่มีเพียง 12 จุด ซึ่งช่วยให้เราลงไปดูและแก้ไขปัญหาได้ถูกจุด ฝนตกทุกที่ของ กทม. ครึ่งชั่วโมงแรกท่วมหมด เพราะอะไร? ขยะอุดตัน ขยะหน้าตะแกรง ต้องกวาดก่อน หน่วยเบสต้องไปเคลียร์ขยะหน้าตะแกรง สุดท้ายแล้ว กรุงเทพมหานครไม่ต้องกลัวว่าจะจมน้ำแล้ว เรามีเขื่อนกั้นอยู่แล้ว กรุงเทพฯ ยังรับน้ำได้อีกเยอะด้วย"
Open Data รากฐานเศรษฐกิจเมืองยุคใหม่
นโยบายสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาเทคโนโลยีคือ Open Data (ข้อมูลเปิด) รศ.ดร.วิศณุมองว่าต่างประเทศสามารถพัฒนาสตาร์ตอัปและบริการใหม่ ๆ ได้มากมาย เพราะเขามีข้อมูลเมืองที่เปิดให้คนภายนอกนำไปใช้ได้ แต่ในประเทศไทย หน่วยงานยังคงมีทัศนคติที่หวงข้อมูล โดยมองว่าการเก็บข้อมูลมีต้นทุนสูง ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เพราะข้อมูลที่เก็บไว้จะเก่าและหมดอายุไปเอง นโยบายแรกที่ดำเนินการคือการแก้ไขระเบียบ เพื่อให้ข้อมูล เช่น ภาพถ่ายทางอากาศและผังเมือง สามารถเข้าถึงได้ง่ายและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย การเปิดข้อมูลทำให้เอกชนหรือหน่วยงานอื่น เช่น การไฟฟ้านครหลวง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้โดยไม่ต้องไปจ้างเก็บข้อมูลซ้ำ
"ผมคิดว่าในงานใหญ่ ๆ ที่ผมคุยกับทีมงานไว้ตั้งแต่แรกเริ่มคือเรื่องนโยบาย Open Data ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Open Data ตามความหมายของมันคือเราต้องมีข้อมูลเมืองเข้ามา เพื่อให้ไม่เพียงแค่ใช้ภายในเท่านั้น แต่ต้องให้ข้างนอกใช้ด้วย คือให้คนนอกเอาไปใช้ได้
เหตุผลที่เราต้องมี Open Data ก็คือเราเห็นว่าในต่างประเทศเขาสามารถพัฒนา Startup ได้เยอะ มี Startup มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ มีบริการใหม่ ๆ แอปใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา ก็เพราะว่าเขามีข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ได้ แต่สำหรับประเทศไทย เราจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติของคนและของหน่วยงานที่มักจะหวงข้อมูล บางทีหน่วยงานที่เก็บข้อมูลมาด้วยราคาสูง ก็ยิ่งหวงข้อมูลเอาไว้ หากคนอื่นต้องการใช้ก็ต้องมาซื้อ เพราะมีต้นทุนในการเก็บข้อมูลอยู่ แต่หน่วยงานเหล่านั้นไม่ได้คิดว่าการเก็บข้อมูลไว้เฉย ๆ สักพักมันก็ Out of date (เก่า) ไปเอง
ผมขอยกตัวอย่างง่าย ๆ คือเรื่องผังเมือง ตอนที่ผมเข้ามาใหม่ ๆ เรามีภาพถ่ายทางอากาศ มีแผนที่อยู่ แต่ใครจะใช้ก็ต้องเสียตังค์ ภาคเอกชนหรือภาคข้างนอกที่จะมาขอ กทม. ต้องจ่ายเงิน ตอนที่ผมมาเป็นทีมทำนโยบาย ผู้คนก็บอกว่าทำไมข้อมูล กทม. ต้องเสียตังค์ เพื่อเอาไปวิเคราะห์วิจัย ซึ่งนั่นทำให้ข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศดี ๆ ที่เก็บมานานแล้ว มีคนเอาไปใช้น้อย
ดังนั้น นโยบายแรกของผมเลยคือการ เปิดข้อมูล และแก้ระเบียบ ให้ข้อมูลนั้นไม่ต้องเสียตังค์ หรือให้มันถูกและเข้าถึงได้ง่าย เราเก็บข้อมูลไว้แล้ว ต้นทุนก็ไม่มีแล้ว ใครจะเอาไปใช้ก็เอาไปใช้ได้เลย การที่เราเปิดข้อมูลนี้มีประโยชน์คือ มันช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายหน่วยงานอื่น ๆ ไม่ต้องไปเก็บข้อมูลซ้ำอีก"
วิสัยทัศน์ปีต่อไป ขยับสู่มิติเศรษฐกิจ
เนื่องจากปัญหาพื้นฐานเชิงกายภาพอย่างน้ำท่วม เริ่มมีเสถียรภาพและอยู่ในทิศทางที่น่าพอใจแล้ว รศ.ดร.วิศณุจึงวางแผนว่า วิสัยทัศน์ในอนาคตจะเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและปากท้องของคนกรุงเทพฯ โดยมองว่า กทม. สามารถใช้แพลตฟอร์มที่ดีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจและสร้างอาชีพที่มีคุณภาพสูงขึ้นได้
การคมนาคมขนส่ง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในแผนงานปีนี้และต่อไป กทม. จะเริ่มติดตั้งป้ายรถเมล์ดิจิทัล 500 ป้าย เพื่อแสดงข้อมูลที่แม่นยำในการติดตามรถเมล์แบบเรียลไทม์ โดยอาศัยหลักการ Open Data กทม. จะเป็นผู้ให้ข้อมูลพื้นฐาน และให้เอกชนพัฒนาแอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเลือกใช้บริการที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายที่สุด การที่ประชาชนรู้ว่ารถเมล์จะมาถึงในอีกกี่นาที จะช่วยให้พวกเขาวางแผนชีวิตได้ดีขึ้น ไม่ต้องเสียเวลารอโดยไม่รู้จุดหมาย
"ตัวอย่างการนำ Open Data ไปใช้จริงในอนาคตก็คือเรื่องรถเมล์ เราจะเริ่มให้คนรู้ว่ารถเมล์จะมาในกี่นาที และรถเมล์อยู่ตรงไหน ป้ายรถเมล์ก็ต้องฉลาดขึ้น เป็นประโยชน์ เพราะคนจะไม่ต้องรออย่างไม่มีอนาคต คือถ้าคุณรู้ว่ารถเมล์จะมาอีกหนึ่งชั่วโมง เราก็ไม่จำเป็นต้องมายืนรอ สามารถทำอะไรที่บ้านก่อนได้
เราจะใช้ Open Data เราแค่เป็นคนเอาข้อมูลมา แอปพลิเคชันที่เอกชนหรือหน่วยงานอื่นทำอยู่ ก็ให้เขาเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ แล้วก็ให้คนเลือกใช้แอปเอง เราแค่เป็นผู้ให้ข้อมูล แอปพลิเคชันไหนที่ทำ Interface หรือ User Friendly ได้ดีกว่า คนก็เลือกใช้แอปนั้นเอง รวมถึงที่ป้ายรถเมล์ก็จะมีการติดตั้งป้ายดิจิทัลให้เห็นข้อมูลรถเมล์ที่แม่นยำขึ้นด้วย การใช้เทคโนโลยีเป็นโอกาสที่ทำให้เราสามารถเปลี่ยนเมืองให้น่าอยู่ได้ และคนมีชีวิตที่ดีขึ้น"
นอกจากนี้ ยังมีการจัดการเรื่องหาบเร่แผงลอยและวินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจฐานราก โดยจะนำตัวอย่างแนวคิดที่เคยใช้สมัยบริหารพื้นที่สยามสแควร์ คือการจัดระเบียบให้คนในพื้นที่ เช่น ครอบครัวพนักงานของ กทม. หรือคนในชุมชน สามารถเข้ามาค้าขายได้ภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน มีค่าเช่าที่ไม่แพง และจัดพื้นที่ให้มีความสะอาด เพื่อเป็นการเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน
สำหรับวินมอเตอร์ไซค์ รศ.ดร.วิศณุยอมรับว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก เนื่องจากสภาพกายภาพของถนนในกรุงเทพฯ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ เช่น จุดกลับรถที่ห่างกันเพราะมีรถไฟฟ้า ทำให้ผู้ขับขี่ต้องย้อนศรหรือขึ้นไปขี่บนทางเท้า ส่วนเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV) ก็ยังติดขัดในด้านการเงิน (การผ่อนชำระรถเดิม) และระเบียบทะเบียนป้ายเหลือง แนวคิดในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มรายได้คือการสร้างรูปแบบการทำงานที่ให้มอเตอร์ไซค์สามารถมีรายได้เสริมในช่วงกลางวัน (ที่คนไม่ใช้บริการ) เช่น การทำระบบขนส่งสินค้าหรืออาหารในรัศมีพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและทำให้เงินหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบเมืองที่เน้นคนเป็นหลัก (Street concept) ไม่ใช่รถเป็นหลัก (Road concept) รศ.ดร.วิศณุระบุว่า ถนนในเมืองควรเน้นให้คนเดินทางสะดวกและปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องมีช่องจราจรมากถึง 6-8 เลนเสมอไป แต่ควรเน้นให้รถวิ่งด้วยความเร็วต่ำ มีทางแยกและทางเท้าที่สะดวกและหลากหลาย การจัดการพื้นที่ เช่น การเปลี่ยนสยามสแควร์เป็น Walking Street ก็เป็นการใช้แนวคิดนี้เพื่อสร้างไดนามิกทางเศรษฐกิจ โดยปรับผังผู้เช่าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมคนเดินเท้า
"เทคโนโลยีคือโอกาสที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่ โดยมุ่งเน้นการสร้างวินัยด้านจราจร และการเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนความกังวลเรื่องแผ่นดินไหวหรือข่าวลือที่ว่ากรุงเทพฯ จะจมน้ำนั้น ยืนยันว่ากรุงเทพฯ มีความพร้อมสูงเพียงพอแล้ว แต่สิ่งที่กำลังจะมุ่งเน้นในอนาคตคือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นกลไกสำคัญเพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชนมากขึ้น" รศ.ดร.วิศณุกล่าว








