แนวคิดการขยายอายุเกษียณราชการจาก 60 เป็น 65 ปี ที่ริเริ่มโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมอายุยืน (longevity society)
โดยปัจจุบันพบว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยมีอายุเกิน 100 ปีแล้ว เมื่อคนจำนวนมากเลือกที่จะเลิกทำงานตั้งแต่อายุ 60 ปี แต่ยังมีช่วงอายุที่เหลืออยู่ยาวนาน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงิน ทำให้ "ปัญหาแก่ก่อนรวย" กลายเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไขอย่างจริงจัง
หากพิจารณานโยบายของประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสูงสุดแล้ว เช่น ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ต่างกำหนดช่วงอายุผู้สูงอายุไว้ที่ 65 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะญี่ปุ่น ได้ขยายอายุเกษียณไปถึง 70 ปีแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยยังคงอยู่ที่ 60 ปี แต่ก็มีบางกลุ่มอาชีพ เช่น ผู้พิพากษา อัยการ และบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้ขยายเวลาการเกษียณไปก่อนหน้าแล้ว
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการอาวุโสจาก TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) ดร.นณริฏ พิศลยบุตร มีมุมมองว่า การขยายอายุเกษียณจาก 60 เป็น 65 ปี อาจไม่ได้เกิดประโยชน์มากนัก โดยเฉพาะในระบบราชการ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบเป็นภาระทางการคลังและโครงสร้างของราชการ นักวิชาการระบุว่า ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา "แก่ก่อนรวย" ก่อนจะดีกว่า ในระบบแรงงานไทยมีความหลากหลาย ทั้งแรงงานนอกระบบหรืออาชีพอิสระที่สามารถทำงานได้เรื่อย ๆ แต่สำหรับแรงงานในระบบ พบว่าเริ่มมีคนทยอยออกจากงานตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไปแล้ว ดังนั้น แม้จะขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปี หากคนงานลาออกก่อน ก็จะไม่สามารถดึงแรงงานไว้ในระบบได้
สำหรับกลุ่มข้าราชการนั้น ปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนคือ หากมีการขยายอายุราชการ จะทำให้งบประมาณมีปัญหา และส่งผลกระทบต่อระบบการทำงาน เนื่องจากตำแหน่งสูง ๆ จะค้างเติ่งอยู่ในตำแหน่ง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาที่เรียกว่า "ผีเฝ้าศาล" คือการที่บุคลากรระดับสูงยังคงอยู่ในตำแหน่งสำคัญพร้อมอำนาจ ซึ่งจะจำกัดโอกาสความก้าวหน้าของคนรุ่นใหม่ในระบบราชการ แนวทางที่เหมาะสมกว่าที่นักวิชาการเสนอ คือการทำให้ระบบมีความโปร่งใส และใช้รูปแบบคล้ายกับโมเดลของต่างประเทศ เช่น เยอรมัน โดยหลังเกษียณ ผู้ที่ขยายอายุงานต้องไม่นั่งในตำแหน่งที่มีอำนาจหรือมีส่วนได้ส่วนเสีย แต่สามารถลดเงินเดือนลงมา (เช่น เหลือ 60% หรือ 70% หรือครึ่งหนึ่ง) เพื่อมาเป็นที่ปรึกษา คอยให้คำแนะนำ หรือสอนงานคนรุ่นใหม่แทน ซึ่งจะเหมาะสมกว่าการค้างตำแหน่งและมีอำนาจใหญ่โต
ในมุมมองที่สนับสนุนแนวคิดการขยายอายุเกษียณนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ณัฐพัฒ สโรบล อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า ปัจจุบันคนไทยมีผู้มีอายุเกิน 100 ปี มากกว่า 40,000 คน ซึ่งติดอันดับ 5 ของโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากกำหนดการเกษียณไว้ที่ 60 ปี จะเกิดช่องว่างชีวิตหลังเกษียณที่ยาวนานถึง 40 ปี ดังนั้น การต่อเวลาทำงานจึงเป็นทางออกที่ช่วยให้มีเงินยังชีพได้ในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องระบบสวัสดิการของไทยที่มีปัญหา เพราะมีระบบอย่างประกันสังคมที่เปิดให้เบิกเงินออกจากระบบได้ตั้งแต่อายุ 55 ปี แรงจูงใจลักษณะนี้ทำให้บางคนตัดสินใจลาออกและนำเงินออกจากระบบก่อน แต่หากคนเหล่านั้นมีอายุยืนยาวไปถึง 100 ปี เงินที่ใช้ในอีก 45 ปีที่เหลือหลังอายุ 55 ปี ก็เป็นคำถามสำคัญ ดังนั้น การวางแผนและการบริหารจัดการจึงเป็นสิ่งสำคัญ และรัฐอาจต้องหาแหล่งเงินทุนเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างยาวนานและมีความสุข
นักวิชาการอาวุโสจาก TDRI ได้เสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยเน้นที่การแก้ไขปัญหา "แก่ก่อนรวย" ในภาคเอกชนก่อน ด้วยการเสนอนโยบาย 2 แนวทาง ได้แก่
1. นโยบายการจ้างงานอีกครั้ง (Reemployment Policy) กำหนดให้นายจ้างที่ต้องการเลิกจ้างลูกจ้าง ต้องให้โอกาสลูกจ้างในการพิจารณาการจ้างงานใหม่ในตำแหน่งอื่น หรือมีการพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนหน้าที่และอาจลดเงินเดือนลงได้ โดยต้องตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่าย หากลูกจ้างตัดสินใจลาออก ควรได้รับเงินทุนก้อนหนึ่งเพื่อนำไป Upskill/Reskill เพื่อหาตำแหน่งงานใหม่ที่สามารถทำได้
2. งานที่สอง (Second Job Policy) เนื่องจากมนุษย์มีแนวโน้มที่จะอายุยืนยาวขึ้นมาก การทำงานเพียงงานเดียวอาจมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการรองรับชีวิตที่เปลี่ยนไปในอนาคต โมเดลที่เรียน 20 ปี ทำงานถึง 60 ปี และอยู่ต่อ 15 ปี จะไม่เพียงพอ แต่ประชาชนอาจต้องทำงานเพิ่มขึ้นถึง 45–50 ปี และต้องอยู่ต่ออีก 20–30 ปี นั่นหมายความว่า มนุษย์อาจจะต้องทำงานมากกว่า 1 งานในชีวิต เพื่อสร้างรายได้รองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
ดังนั้น แนวคิดการขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปี จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโจทย์ใหญ่ที่ซับซ้อนของสังคมอายุยืน ซึ่งต้องพิจารณาทั้งภาระการคลังของภาครัฐ โอกาสก้าวหน้าของคนรุ่นใหม่ และความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวของประชาชน หากไม่มีการออกแบบโครงสร้างที่โปร่งใสและครอบคลุมปัญหา "แก่ก่อนรวย" ในภาคเอกชนควบคู่กันไป การขยายอายุเกษียณก็อาจเป็นเพียงการยืดปัญหาออกไป โดยมีความเสี่ยงที่จะสร้างปัญหาโครงสร้างภายในองค์กรราชการเท่านั้น








