ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัศรินท์ ก่อเลิศวรพงศ์ หลักสูตรจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นำเสนอบทความเรื่อง "จิตใจมนุษย์ในยุคควอนตัม : การดำรงอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลง" ความว่า หากศตวรรษที่ผ่านมาเป็นยุคที่มนุษย์เชื่อมั่นในเหตุผล การคำนวณ และการควบคุมอนาคต แต่ในศตวรรษปัจจุบัน โลกหรือชีวิตมนุษย์ ไม่ได้ดำเนินไปอย่างเป็นลำดับ คาดเดาได้แน่นอน หรือมีเหตุและผลที่ตรงไปตรงมาเสมอ สำหรับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม ภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ล้วนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ซับซ้อน และยากต่อการทำนาย จนทำให้การดำรงชีวิตมีลักษณะคล้าย “โลกควอนตัม” ในเชิงอุปมาไม่ใช่แนวคิดทางฟิสิกส์โดยตรง หมายถึง โลกที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้หลากหลาย ความไม่แน่นอน และผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้อย่างสมบูรณ์
ในมิติทางจิตวิทยา ความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของมนุษย์โดยตรง เมื่อบุคคลไม่อาจคาดการณ์อนาคตได้อย่างมั่นใจ มนุษย์จึงเริ่มตั้งคำถามซ้ำ ๆ กับตัวเองว่า “จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป” “เราจะรับมือได้หรือไม่” หรือ “ชีวิตจะปลอดภัยเพียงใด” คำถามเหล่านี้ หากอยู่ในระดับเหมาะสม ย่อมช่วยให้มนุษย์เตรียมตัวและระมัดระวัง แต่หากมากเกินไป ย่อมนำไปสู่ความวิตกกังวล ความเครียด การนอนไม่หลับ ความหงุดหงิด การตัดสินใจที่ผิดพลาด และพฤติกรรมหลีกเลี่ยงปัญหา
แนวคิดทางจิตวิทยาเรื่อง “การทนต่อความไม่แน่นอนไม่ได้ (Intolerance of Uncertainty)” อธิบายว่า บุคคลบางกลุ่มประสบกับความทุกข์ทางจิตใจอย่างมากเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยังไม่มีคำตอบหรือข้อสรุปที่ชัดเจน เมื่อบุคคลมีความยากลำบากในการดำรงอยู่ร่วมกับความไม่แน่นอน จึงมักมีแนวโน้มที่จะตีความอนาคตที่ยังมาไม่ถึงไปในทิศทางลบ คาดการณ์ถึงภัยหรือผลเสียไว้ล่วงหน้า และพยายามควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดความแน่นอนเกินกว่าความจำเป็น ผลที่ตามมาคือความเหนื่อยล้าทางจิตใจ เนื่องจากความเป็นจริงในการดำเนินชีวิตไม่มีหลักประกันหรือความแน่นอนใดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
สังคมในยุคควอนตัมอาจส่งผลกระทบทางพฤติกรรมของมนุษย์อย่างเห็นได้ชัด บางคนเสพข่าวไม่หยุดเพื่อหวังลดความกังวล แต่ยิ่งรับข้อมูลมากยิ่งขึ้น จิตใจก็ยิ่งตื่นตระหนก บางคนแสวงหาคำตอบที่แน่นอนจากผู้มีอิทธิพลทางความคิดในสื่อออนไลน์ เพราะไม่อาจทนต่อความคลุมเครือได้ บางคนตัดสินผู้อื่นอย่างรวดเร็ว เพราะการแบ่งปรากฏการณ์ทางสังคมต่าง ๆ ออกเป็น “ถูก” หรือ “ผิด” เพื่อช่วยให้รู้สึกมั่นคงชั่วคราว ขณะที่บางคนปลีกตัว หรือหมดแรงใจ เพราะรู้สึกว่าตนเองมีขีดความสามารถจำกัดเกินกว่าจะรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้
สุขภาพจิตของมนุษย์ในยุคควอนตัมอาจไม่ได้หมายถึงการปราศจากโรคทางจิตเวช หากแต่หมายถึงความสามารถในการรักษาสมดุลภายใน ท่ามกลางโลกภายนอกที่เปลี่ยนแปลงและไม่สมดุลอยู่ตลอดเวลา สำหรับประเทศไทยประเด็นสุขภาพจิตทวีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาความเครียด ภาวะเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความโดดเดี่ยว และความเปราะบางทางจิตใจของเยาวชน ล้วนเป็นสัญญาณว่า สังคมไม่อาจมองสุขภาพจิตเป็นเรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่งได้อีกต่อไป แต่ต้องมองเป็นวาระร่วมของครอบครัว สถานศึกษา สถานที่ทำงาน ชุมชน องค์กร และนโยบายสาธารณะ จึงขอนำเสนอแนวทางในการรับมือและการดูแลจิตใจในยุคควอนตัม ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ 1 การฝึกแยกแยะระหว่าง “สิ่งที่ควบคุมได้” กับ “สิ่งที่ควบคุมไม่ได้” เพราะตัวเราไม่อาจควบคุมสภาพแวดล้อมภายนอก เศรษฐกิจโลก หรือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทั้งหมดได้ แต่สิ่งที่สามารถควบคุมได้คือ การรักษาสมดุลภายในจิตใจ วิธีรับข่าวสาร การกำหนดเวลาพักผ่อน รักษาคุณภาพของความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และการขอความช่วยเหลือเมื่อจิตใจอ่อนล้า
ประเด็นที่ 2 การสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ หมายถึง ความสามารถในการปรับตัว ตั้งรับ และฟื้นตัวจากวิกฤต ความเครียด หรือความผิดหวัง ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว การยอมรับอารมณ์ของตนเอง และค่อย ๆ เลือกการกระทำที่เหมาะสม แม้สถานการณ์จะยังไม่สมบูรณ์ คนที่มีความยืดหยุ่นทางใจไม่จำเป็นต้องรู้ทุกคำตอบ แต่จะมีทักษะชีวิตในการอยู่กับคำถาม โดยไม่ปล่อยให้ความกลัวเป็นตัวกำหนดทิศทางชีวิต
ประเด็นที่ 3 การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ในโลกที่เทคโนโลยีทำให้เราติดต่อกันได้ตลอดเวลา แต่มนุษย์จำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกโดดเดี่ยวกว่าเดิม การรับฟังอย่างจริงใจ การสนทนาโดยไม่ตัดสิน และการมีพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้ได้พูดถึงความเครียด ความเศร้า หรือความกลัว เป็นภูมิคุ้มกันทางใจที่สำคัญไม่แพ้ความรู้ทางวิชาการ เพราะจิตใจมนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงข้อมูล แต่ต้องการการเชื่อมโยง ความเข้าใจ และคุณค่าในชีวิต
ประเด็นที่ 4 การสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ตีตราปัญหาสุขภาพจิต ผู้ที่มีความเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า ไม่ใช่คนอ่อนแอ หากเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่กำลังเผชิญกับปัญหาภายในจิตใจที่สามารถเกิดขึ้นได้ บุคคลเหล่านี้ สมควรได้รับความเข้าใจและการช่วยเหลือจากผู้ที่ใกล้ชิด การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือการเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิต จึงไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นความกล้าหาญทางจิตใจที่กล้ายอมรับความเป็นจริง
สรุปในมิติทางจิตวิทยา การดำรงอยู่ในยุคควอนตัมไม่ใช่การพยายามเอาชนะความไม่แน่นอน หากแต่เป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความไม่แน่นอนนั้นอย่างมี “วุฒิภาวะ” เมื่อจิตใจของมนุษย์ไม่ถูกบีบบังคับให้ต้องควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง จิตใจก็ย่อมมีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้อย่างมีสติและรู้วิธีเยียวยาจิตใจ ทั้งนี้คนเก่งที่แท้จริงจึงไม่ใช่ผู้ที่ควบคุมทุกสถานการณ์ได้เสมอไป แต่หมายถึง “บุคคลที่สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” ในโลกที่หมุนเปลี่ยนอย่างไม่หยุดนิ่ง รวมถึงความสามารถในการดูแลจิตใจของตนเอง และการไม่ทอดทิ้งความรู้สึกของผู้อื่น จึงนับเป็นคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของมนุษย์ในการดำรงตนและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงใน “ยุคควอนตัม”








