ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง "ควอนตัม' ในมิติมหาวิทยาลัยไทย ความว่า ประเทศไทยพูดเรื่อง “ปฏิรูปการศึกษา” มานานพอ ๆ กับที่โลกพูดเรื่อง “อนาคต” แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เราปฏิรูปในระดับถ้อยคำ มากกว่าปฏิรูปในระดับโครงสร้าง วันนี้คำว่า “ควอนตัม” ฟังเหมือนศัพท์ไกลตัว เป็นเรื่องของห้องแล็บ นักฟิสิกส์ และเทคโนโลยีเฉพาะทาง แต่ในความจริงแล้ว ควอนตัมกำลังกลายเป็นสัญญาณของโลกใหม่ที่กำลังมาถึงอย่างเงียบ ๆ แต่รวดเร็ว และระบบการศึกษาไทย(น่าจะ)ยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับการมาถึงของ “ควอนตัม”
มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกหลายแห่งขยับตัวและลงมือก่อนแล้ว โดยการตั้งศูนย์วิจัย วางหลักสูตร สร้างเครือข่ายกับอุตสาหกรรม และพัฒนาคนรุ่นใหม่อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง MIT และ Harvard เป็นตัวอย่างชัดเจนของสถาบันที่ไม่มองว่าควอนตัมเป็นสาขาวิชาหนึ่ง
แต่ยกระดับเป็นยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยทั้งระบบ ขณะที่โลกกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาและเทคโนโลยีใหม่ ประเทศไทยยังติดอยู่กับการปรับหลักสูตรแบบค่อยเป็นค่อยไปที่ไม่ทันสถานการณ์ปัญหาคงไม่ใช่ประเด็นการขาดแคลนคนเก่ง
แต่ปัญหา(จริง ๆ) คือระบบที่มีไม่เอื้อต่อการรวมพลังของคนเก่งเหล่านั้นให้เกิดผลจริง เราแยกส่วนความรู้ แยกส่วนงบประมาณ แยกส่วนหน่วยงาน และแยกส่วนความรับผิดชอบ
จนการขับเคลื่อนเรื่องใหม่ ๆ กลายเป็นงานประสานงานมากกว่างานสร้างอนาคต ถ้ายังปล่อยให้มหาวิทยาลัยเดินคนละทาง หน่วยงานรัฐคิดคนละชุด และภาคเอกชนรอแต่ผู้จบใหม่ที่ “พร้อมใช้” ประเทศก็จะเสียเวลาอีกหลายปีโดยไม่มีคำตอบใหม่ให้สังคม
ประเด็นที่ควรย้ำให้ชัดคือ เมื่อจะพูดถึง “ควอนตัม” อย่างมีความรับผิดชอบ ต้องแยกให้ได้ระหว่างควอนตัมในฐานะวิทยาศาสตร์จริง กับควอนตัมในฐานะกรอบคิดเชิงอุปมา เช่น การใช้คำอย่าง “Superposition” หรือ “Entanglement” กับการบริหารและการเรียนรู้ เพราะหากไม่อธิบายให้ชัดจะเสี่ยงต่อการทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่าโครงสร้างของสังคมทำงานเหมือนระบบฟิสิกส์โดยตรง
ในอีกด้านหนึ่ง แนวคิดควอนตัมมีคุณค่ามาก ถ้าใช้ด้วยความระมัดระวัง ก็จะช่วยเตือนให้ตระหนักว่าโลกสมัยใหม่ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง ความรู้ไม่ได้มีคำตอบเดียว และการตัดสินใจในยุคนี้ต้องอาศัยการมองหลายมิติพร้อมกัน
การศึกษาไทยไม่ควรผลิตบัณฑิตที่เก่งท่องจำ แต่ควรผลิตคนที่เข้าใจความไม่แน่นอน คิดเชิงระบบ และสื่อสารข้ามสาขาได้ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทักษะ
เอาตัวรอดในโลกที่เปลี่ยนเร็วกว่าความเร็วของการออกนโยบายถ้ามองอย่างตรงไปตรงมา
จุดอ่อนสำคัญของการศึกษาไทยในวันนี้คงจะไม่ใช่เพียงเรื่องงบประมาณเท่านั้น หากยังรวมถึงการขาด “วิสัยทัศน์ร่วม” (Shared Vision) ด้วย เมื่อพูดถึงดิจิทัล พูดถึง AI พูดถึง Soft Power หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) แต่ยังไม่สามารถเชื่อมองค์ความรู้เหล่านี้เข้ากับการเรียนการสอนและประสบการณ์เรียนรู้จริงของผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ควอนตัมอาจเป็นอีกประเด็นที่ทำให้ต้องหันกลับมาทบทวนอย่างจริงจังว่า การศึกษาของไทยวันนี้ยังสอนเพื่อการสอบ หรือสอนเพื่อเตรียมคนไทยให้พร้อมรับมืออนาคตกันแน่
หน่วยงานภาคการศึกษาไทยต้องเริ่มจาก 3 เรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือหลักสูตร ต้องมีรายวิชาพื้นฐานเกี่ยวกับควอนตัมในระดับที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม เพื่อสร้าง “ความรู้เท่าทันควอนตัม” (Quantum Literacy) ให้เป็นสมรรถนะใหม่ของคนรุ่นต่อไป เรื่องที่สองคือโครงสร้าง ต้องมีห้องทดลองร่วม แพลตฟอร์มดิจิทัล และระบบซิมูเลเตอร์ที่เข้าถึงได้จริง เพื่อให้การเรียนรู้ไม่ผูกขาดอยู่กับสถาบันไม่กี่แห่ง เรื่องที่สามคือนโยบาย ต้องมีการสนับสนุนแบบต่อเนื่อง ไม่เป็นโครงการระยะสั้นที่จบลงพร้อมกับวาระของผู้บริหาร
ยิ่งไปกว่านั้น การเดินเข้าสู่ยุคควอนตัมยังต้องมองเรื่องความเหลื่อมล้ำ ถ้าเทคโนโลยีใหม่นี้กระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ หรือมหาวิทยาลัยชั้นนำบางแห่ง ก็เท่ากับว่าเรากำลังสร้าง “อนาคตแบบไม่เท่าเทียม” ขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง
ประเทศที่จะเอาชนะ ความล้าหลังต้องชนะด้วยการกระจายโอกาสให้ทั่ว ไม่ใช่การผลิตเอกสารนโยบายที่มากขึ้น ทั้งนี้ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูในภูมิภาค การสร้างหลักสูตรออนไลน์ที่มีคุณภาพสูง และการเปิดโอกาสให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ด้วย
บทเรียนจากต่างประเทศสะท้อนให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยที่ประสบความสำเร็จไม่ได้รอ “ความพร้อมสมบูรณ์” เพราะรู้ดีว่าความพร้อมสมบูรณ์ไม่มีจริง แต่ต้องมาจากการสร้างความพร้อมผ่านการลงมือทำ และใช้ความร่วมมือเป็นพลังหลัก (Core Power) มากกว่าการต่างคนต่างทำ โดยต้องไม่ยึดติดกับระบบที่กลัวความผิดพลาด กลัวการทดลอง และกลัวการข้ามศาสตร์ เพื่อป้องกันการพลาดและเสียโอกาสในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านโลก
ถึงเวลาที่ต้องพูดตรง ๆ ว่า มหาวิทยาลัยไทยไม่ควรหลงอยู่กับภาษาเดิม วิธีคิดเดิม และโครงสร้างเดิม แม้ว่าควอนตัมจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่ควอนตัมก็เตือนว่าอนาคตกำลังมาในรูปแบบที่ซับซ้อนกว่าเดิม และคนที่พร้อมที่สุดไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่าง แต่คือคนที่เรียนรู้ได้เร็ว มองเห็นความเชื่อมโยงได้ดี และกล้าทำงานร่วมกับคนต่างสาขา
ถ้ามหาวิทยาลัยยังมองเรื่อง “ควอนตัม” เป็น “เทคโนโลยีไกลตัว” ก็จะพลาดโอกาสสร้างคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโลกอนาคต แต่ถ้าเริ่มต้นในวันนี้ ด้วยความกล้า ความจริงใจ และความต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยก็ยังมีโอกาสเปลี่ยนจากผู้ตาม
มาเป็นผู้ร่วมออกแบบอนาคตเพื่อปั้นคนไทยที่พร้อมรับมือและเดินก้าวไปกับโลกอนาคตที่ท้าทาย ซับซ้อน และไร้ความแน่นอน








