เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา ได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายสงกรานต์ วงษ์ธรรม นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาการบริบาลและสุขภาพ เรื่องความผิดพลาดของการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ให้กับนักเรียนในหลักสูตรระยะสั้น
โดยนายปริญญาเปิดเผยว่า ปัจจุบันโรงเรียนบริบาลประสบปัญหาอย่างหนักจากการที่ กยศ. จัดสรรงบประมาณให้เด็กนักเรียนกู้ยืมในจำนวนที่จำกัดอย่างมาก แม้จะเป็นหลักสูตรระยะสั้นเพียง 6 เดือน และมีการกู้ยืมเงินในระยะเวลาที่สั้นกว่ารายอื่นทั่วไป แต่ กยศ. กลับส่งหนังสือแจ้งว่าแต่ละโรงเรียนได้รับการจัดสรรเงินกู้ให้เด็กเพียง 7 คนต่อแห่งเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการตัดโอกาสเยาวชนที่จะเติบโตมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในสภาวะที่ไทยและทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญและสร้างโอกาสระยะยาวให้กับประเทศ แต่ความบกพร่องของระบบการศึกษาในครั้งนี้ทำให้เด็กที่อยากเรียนและต้องการกู้ยืมเงินเพื่อนำมาเป็นค่าเล่าเรียนไม่สามารถเข้าถึงโอกาสได้ ทั้งที่เป็นกลุ่มที่ไม่เคยผิดนัดชำระและคืนเงินได้ในระยะสั้น
"คนไทยอยากเรียนต้องได้เรียน ตามที่คณะรัฐมนตรีได้อภิปรายและพูดเชิงนโยบายของรัฐบาลไว้ตอนแถลงนโยบายว่าคนไทยอยากเรียนต้องได้เรียน แต่วันนี้คนไทยอยากเรียนดันไม่ได้เรียน แต่ต่างชาติอยากเรียนดันได้เรียน วันนี้ต้องกลับมาดูว่ามันเป็นเพราะอะไร ทำไมคนไทยถึงไม่มีโอกาสนั้น ทั้งที่เราคือคนไทยอย่างแท้จริง เราต้องการโอกาสที่แท้จริงให้กับเขาด้วยเช่นกัน" นายปริญญา กล่าว
ด้านนายสงกรานต์ วงษ์ธรรม นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาการบริบาลและสุขภาพ ประเทศไทย ระบุว่าการเดินทางมาครั้งนี้เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้เยาวชนกว่า 700 คนที่มีฐานะยากจนแต่ขาดโอกาสเนื่องจาก กยศ. จัดสรรงบประมาณผิดพลาดในกลุ่มอาชีพประเภทที่ 5 ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น (Up-skill) ที่เรียนจบไวและมีงานทำทันที โดยก่อนหน้านี้สมาคมฯ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล รวมถึงพูดคุยกับ กยศ. มาแล้ว แต่ได้รับคำตอบว่าสามารถจัดสรรให้ได้เพียง 7 คนต่อแห่งทั่วประเทศ
ทั้งที่ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุมากกว่า 14 ล้านคน ซึ่งสถานประกอบการและโรงพยาบาลมีความต้องการแรงงานด้านการบริบาลอย่างมาก การลงทุนในหลักสูตรนี้รัฐบาลใช้เงินน้อยมากแต่คืนทุนไว เพราะเด็กเรียนไม่เกิน 6 เดือนก็เริ่มมีงานทำและมีรายได้ตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป จึงขอฝากไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เป็นผู้ขับเคลื่อน พรบ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 ให้ลงมาดูแลแก้ไขปัญหานี้โดยด่วน เนื่องจากหากพ้นเดือนมิถุนายนนี้ไป เด็กจะเสียสิทธิ์ตามกำหนดของ กยศ. ทันที
"เด็กถ้าเขามีทุนทรัพย์ เขาไปเรียนระดับปริญญาตรีแล้วครับ เขาต้องการที่จะเรียนเพื่อช่วยฐานะผู้ปกครองที่ยากจนตามบ้านนอกบ้านนาของเขา เขาจึงเลือกเรียนระยะสั้นเพื่อไปประกอบอาชีพ ไปทำงาน ไปเลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่ และสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กับชุมชนได้ ผมขอฝากไปยังรัฐบาลและกระทรวงการคลังที่กำกับดูแลกองทุน กยศ. ให้ท่านลงมาพิจารณาว่าเด็กไทยกว่า 700 คน จะโดนตัดสินอนาคตทางการศึกษาจริงหรือไม่" นายสงกรานต์ กล่าว
นอกจากนี้ นายปริญญาได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อพิจารณาจากข้อมูลจะพบว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ผลักดันกองทุนฉบับที่ 2 นี้มาตั้งแต่ปี 2566 และปัจจุบันก็เป็นผู้นำในรัฐบาล จึงควรกลับมาทบทวนและพัฒนาศักยภาพหลักสูตรระยะสั้นเช่นนี้ต่อไป พร้อมระบุว่าปัญหาการเข้าไม่ถึงเงินกู้ยืมไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับหลักสูตรระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระดับมหาวิทยาลัยก็เริ่มมีปัญหาในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องนำมาถกเถียงกันมากขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นกับกองทุน กยศ. และอนาคตทางการศึกษาของเด็กไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยทางวุฒิสภาจะติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาสของเยาวชนและกระทบต่อการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศ








