คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดงานเปิดตัวหลักสูตรสุดยอดการบริหารธุรกิจด้วยกฎหมายสำหรับผู้นำองค์กร หรือ Super LBA รุ่นที่ 3 เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่กลุ่มผู้บริหารในการขับเคลื่อนธุรกิจยุคดิจิทัล โดยมี ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ นำทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมบรรยายกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงทางกฎหมายและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ พร้อมด้วย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมแสดงปาฐกถาพิเศษชี้แนวทางการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาไทยเพื่อให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมสนม สุทธิพิทักษ์ และ ห้องประชุมดร.ไสว สุทธิพิทักษ์
บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นด้วยการแนะนำประวัติความภาคภูมิใจของคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2518 และได้รับความไว้วางใจจากมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ให้ใช้นาม "รัฐบุรุษอาวุโส" เป็นชื่อคณะมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 นอกจากนี้ยังเป็นคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีการจัดการศึกษาครบถ้วนทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานวิชาการระดับสูงจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) และคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ตลอดจนสถาบันวิชาชีพชั้นนำอย่างเนติบัณฑิตยสภาและสภาทนายความ
สำหรับแนวทางการจัดการเรียนการสอนในรุ่นที่ 3 ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ ระบุว่า หลักสูตรถูกออกแบบมาเพื่อทำลายข้อจำกัดและแก้ปัญหาหลักของผู้บริหารยุคใหม่ ผ่านการบูรณาการศาสตร์ด้านการบริหาร ธุรกิจ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการนำเครื่องมือทางกฎหมายไปขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเฉียบแหลมและปลอดภัย พร้อมชูความโดดเด่นในฐานะ "Special Edition" ด้วยรูปแบบการสอนที่ผสมผสานการบรรยายเข้ากับกรณีศึกษาและการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ หรือ Practice ผ่านกิจกรรมเวิร์กชอปและโปรแกรมศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ อาทิ สำนักงานกฎหมายระดับสากลอย่าง Baker McKenzie ประเทศเยอรมนี เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการและนำกฎหมายไปประยุกต์ใช้ได้จริงในองค์กรท่ามกลางความผันผวนทางธุรกิจ
นอกจากนี้ ดร.สุทธิพล ยังกล่าวเน้นย้ำว่า “คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มุ่งหวังให้นักศึกษาทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกับโลกแห่งความเป็นจริง โดยนำกระบวนการคิดเชิงกฎหมายมาเป็นเครื่องมือหลักในการวิเคราะห์ปัญหาธุรกิจ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้สอนกฎหมายเพียงแค่ภาคทฤษฎีในตำรา แต่ต้องการให้ผู้บริหารสามารถระบุจุดบกพร่องและออกแบบแนวทางป้องกันความเสี่ยงในองค์กรของตนเองได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งความเชี่ยวชาญเหล่านี้จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการองค์กรในยุคที่มีความผันผวนสูงเป็นไปอย่างราบรื่น มั่นคง และยั่งยืนภายใต้หลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง”
สำหรับการปาฐกถาพิเศษเรื่อง "การศึกษาไทย: โอกาสและความท้าทาย" ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ระบุถึงเป้าหมายสำคัญของภาคการศึกษาคือ การเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและสร้าง "Human being" ที่มีความสามารถควบคู่คุณธรรม โดยสถาบันที่ดีไม่ควรเน้นเพียงการพาเด็กเข้าสู่สถานศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่ต้องมุ่งสร้างกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักตนเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข อย่างไรก็ตามปัจจุบันระบบการศึกษาไทยยังเผชิญปัญหาการจัดการแบบ "รวมศูนย์" จากส่วนกลางซึ่งขาดความว่องไวและไม่ตอบโจทย์พื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่เน้นจ่ายเงินเดือนครู ถึงร้อยละ 60 แต่กลับมีงบพัฒนาเด็กเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น
ในส่วนของแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา ดร.ดาริกา ได้เสนอมาตรการสำคัญ 5 ด้าน เริ่มจากการกระจายอำนาจการบริหารจัดการจากส่วนกลางเพื่อให้โรงเรียนมีความคล่องตัวสูงขึ้นควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนระบบงบประมาณให้สนับสนุนตรงไปยังตัวผู้เรียนหรือ "Demand-side Financing" เพื่อให้เงินงบประมาณติดตามตัวเด็กไปตามคุณภาพของสถานศึกษา อีกทั้งยังต้องเร่งยกระดับคุณภาพครูโดยลดภาระงานบริหารที่ไม่จำเป็นเพื่อให้ครูมีเวลาทุ่มเทกับการสอนในห้องเรียนได้อย่างเต็มที่ และปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางสู่หลักสูตรที่เน้นความเข้าใจ และการลงมือทำจริงมากกว่าการท่องจำเพียงอย่างเดียว
ดร.ดาริกา ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนมากกว่าร้อยละ 50 ของโรงเรียนทั้งหมดผ่านรูปแบบ "School Cluster" เพื่อรวมทรัพยากรและบุคลากรครูให้ครบวิชา โดยมาตรการเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เนื่องจากข้อมูลสถิติคะแนน PISA ของไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปีขณะที่ผลการวิจัยยังพบว่าเด็กไทยอายุ 15 ปี ถึงร้อยละ 64.7 ยังขาดทักษะการอ่านเพื่อแก้ปัญหาพื้นฐาน เมื่อประกอบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงเหลือปีละ 4.6 แสนคน ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งงบประมาณและการบริหารจัดการศึกษาภายในอีก 5 ปีข้างหน้านี้
ดร.ดาริกา ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า แม้จะเผชิญความท้าทายจากจำนวนประชากรที่ลดลง แต่การเป็นจุดหมายปลายทางของการศึกษาสำหรับนักศึกษาจีนและพม่าที่มีจำนวนรวมกันเกือบ 50,000 คน ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ดังนั้นภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมกันผลักดันประเทศไทยให้เป็น "Education Hub" ควบคู่ไปกับนโยบาย Wellness Hub เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพจากทั่วโลกมาสร้างประโยชน์ในประเทศ และรองรับเทรนด์ประชากรต่ำที่ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญทางการศึกษา
“ปัจจุบันประเทศไทยทำได้ดีในเรื่องการเปิดโอกาสให้เด็กได้เข้าถึงการศึกษา แต่คำถามสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องขบคิดคือ การเรียนรู้นั้นจะสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เรียนให้ดีขึ้นได้จริงหรือไม่ และระบบจะสามารถหล่อหลอมให้เด็กเติบโตขึ้นมาพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างไร ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ของการศึกษาไทยที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง ความกล้าในการตัดสินใจเชิงนโยบาย และการออกแบบระบบที่มองผู้เรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ความสำเร็จของการศึกษาไทยในอนาคตจึงไม่ได้วัดกันที่ปริมาณผู้เข้าเรียนเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพ และสามารถปรับตัวตามพลวัตของโลกเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดของทุนมนุษย์ในประเทศ โดยเป้าหมายสูงสุดต้องมุ่งเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถคิดเป็น ใช้ความรู้เป็น และหล่อหลอมให้พวกเขาเติบโตเป็น Human Being ที่สมบูรณ์ มั่นคง พร้อมก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรู้เท่าทันและไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์"
กิจกรรมภายในงานในช่วงบ่ายยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Executive Networking: ความเสี่ยงและโอกาสทางกฎหมายในโลกธุรกิจ” โดย ดร.สุทธิพลและทีมอาจารย์คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ จัดให้มีการทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อเป็นข้อแนะนำแก่ผู้บริหารเกี่ยวกับการสร้างเครือข่ายที่ต้องมาพร้อมกับความตระหนักรู้ทางกฎหมาย เนื่องจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจในปัจจุบันมีความเสี่ยงแฝงที่อาจนำไปสู่ข้อกฎหมายโดยไม่เจตนา โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีความไวต่อการแข่งขัน หรือข้อมูลที่อ่อนไหวทางการค้าในกลุ่มคู่แข่ง เช่น ความลับทางการค้า ฯลฯ ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่สำคัญที่อาจถูกประเมินว่าเข้าข่ายการผูกขาดและการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สินทางปัญญาที่ซับซ้อนขึ้นในยุคดิจิทัล ซึ่งหากผู้นำองค์กรขาดการประเมินจุดเสี่ยงที่ชัดเจนอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของบริษัทได้ในระยะยาว ครอบคลุมทั้งในด้านนิติกรรมสัญญา การออกตั๋วเงิน และการจัดการลิขสิทธิ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์
หลักสูตรจึงนำกระบวนการ "Design Legal Thinking" มาเป็นเครื่องมือให้ผู้บริหารสามารถป้องกันปัญหาได้ตั้งแต่ต้นน้ำ แทนที่จะรอให้เกิดคดีความที่ต้องสูญเสียทั้งงบประมาณและชื่อเสียง เพราะการรู้เท่าทันกฎหมายคือทักษะเชิงกลยุทธ์ที่ผู้นำยุคใหม่ต้องบูรณาการเข้ากับยุทธศาสตร์ธุรกิจ เพื่อบริหารจัดการวิกฤตได้อย่างมืออาชีพ ซึ่ง ดร.สุทธิพล ได้เน้นย้ำว่า “ในโลกยุคใหม่ ทุกการตัดสินใจทางธุรกิจล้วนมีผลกระทบทางกฎหมาย และเมื่อความเสี่ยงนำไปสู่วิกฤต สิ่งที่จะมาชี้ชะตาคือข้อกฎหมายและการตัดสินใจของผู้นำ การเข้าใจเส้นแบ่งกฎหมายที่ชัดเจน จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ส่งผลให้องค์กรก้าวผ่านข้อจำกัด และสร้างโอกาสเติบโตในเวทีสากลได้อย่างยั่งยืนภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี”
ขณะที่ในหัวข้อ “AI & Data Leadership: กลยุทธ์ผู้บริหารยุคดิจิทัล” โดย ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้อำนวยการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (CDT) ได้ชี้ให้เห็นภาพกว้างของเทคโนโลยีที่กำลังก้าวข้ามจาก "Chatbot" ธรรมดาไปสู่ยุคของ "AI Agent" ซึ่งนวัตกรรมนี้ไม่ได้มีความฉลาดเพียงแค่การตอบคำถาม แต่ยังมี "มือ" และ "ตรรกะ" ที่สามารถวางแผนและลงมือทำงานแทนมนุษย์ได้หลายขั้นตอนจนเสร็จสมบูรณ์ ทำให้การยกระดับขีดความสามารถของเทคโนโลยีนี้กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยสถิติจาก World Economic Forum ระบุว่าองค์กรกว่าร้อยละ 41 ทั่วโลกเริ่มนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพื่อ "ลดจำนวนพนักงาน" และเพิ่มผลกำไรให้กับบริษัท
ในมุมมองของ ดร.อธิป ความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับแรงงานระดับปฏิบัติการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุกอาชีพที่หัวหน้าสามารถเขียนคำสั่ง (Prompt) ให้ AI ทำงานแทนได้ อย่างไรก็ตามท่ามกลางวิกฤตยังมีความหวังจากการเกิดขึ้นของเทรนด์ "One Person Company" หรือบริษัทที่มีผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียวแต่ใช้ AI Agent เป็นทีมงานหนุนหลัง เทคโนโลยี AI ที่เคยมีราคาแพงและจำกัดอยู่แค่ในองค์กรขนาดใหญ่ กำลังย้ายมาอยู่ในรูปแบบของ "AI ส่วนตัว" บนคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้เงินลงทุนต่ำแต่มีความฉลาดเทียบเท่าระบบขนาดใหญ่ ซึ่งสิ่งนี้เปิดโอกาสให้คนทำงานสามารถผันตัวจาก "ฝั่งแรงงาน" มาเป็น "ฝั่งทุน" ได้อย่างรวดเร็ว
ดร.อธิป ยังได้วิเคราะห์ถึงความท้าทายของประเทศไทยในด้านการแข่งขันระดับโลกที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากรสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STEM) อย่างหนัก ประกอบกับงบประมาณวิจัยและพัฒนาด้านดิจิทัลรวมถึงปัญญาประดิษฐ์ของประเทศยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ส่งผลให้ไทยต้องขาดดุลการค้าดิจิทัลจากการจ่ายค่าบริการให้แก่แพลตฟอร์มข้ามชาติจำนวนมหาศาลโดยไม่ถูกนับรวมในระบบศุลกากรปกติ ด้วยเหตุนี้ภาครัฐจึงควรเร่งออกกฎหมาย "Data Localization" เพื่อปกป้องตลาดข้อมูลและส่งเสริมธุรกิจเทคโนโลยีภายในประเทศให้มีความแข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว เช่นเดียวกับตัวอย่างความสำเร็จของเกาหลีใต้ที่ใช้กฎหมายนี้สร้างความได้เปรียบให้แก่ธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนของการรับมือระดับองค์กร ดร.อธิป เน้นย้ำว่าผู้บริหารระดับสูงมีข้อได้เปรียบสำคัญคือ "ประสบการณ์ชีวิต" และทักษะเชิงกลยุทธ์ที่สามารถนำมาใช้ต่อยอดเพื่อกำกับดูแลเทคโนโลยีให้ทำงานในระดับปฏิบัติการแทนมนุษย์ได้อย่างแม่นยำ การยกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้นำที่กุมอำนาจด้านนวัตกรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและสร้างคุณค่าของการทำงาน ท่ามกลางระบบเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ
"มนุษย์จะไม่ได้ตกงานเพราะปัญญาประดิษฐ์ แต่จะตกงานเพราะคนอื่นที่ใช้เก่งกว่า ทางรอดเดียวในระยะสั้นคือการเปลี่ยนบทบาทจากแรงงานมาเป็นฝั่งทุน หรือผู้ควบคุมเทคโนโลยี โดยใช้ AI Agent เป็นเครื่องมือในการขยายศักยภาพของตนเอง แม้ในระยะยาวจะยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าระบบเศรษฐกิจแบบเดิมจะคงอยู่ได้หรือไม่ แต่สำหรับวันนี้ ผู้นำองค์กรที่สามารถสกัดประเด็นกฎหมายและเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด จะเป็นผู้ที่สามารถนำพาองค์กรและสังคมก้าวผ่านวิกฤตโลกในครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง" ดร.อธิป กล่าวทิ้งท้าย








