วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (ANT-DPU) จัดกิจกรรมอบรมหลักสูตรการออกแบบและพัฒนาเกมด้วยเทคนิคการเล่าเรื่อง (Game Design and Game Development with Storytelling Technique) ภายใต้โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เฟส 3 ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ "The Game Designer’s Landscape" โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์รวิศวร์ มโนมัยวิบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเกม และ Game Director ของเกม Joojee’s Journey บนแพลตฟอร์ม Nintendo Switch มาถ่ายทอดประสบการณ์จากอุตสาหกรรมเกม และความรู้เชิงลึกด้านทฤษฎีเกมและการออกแบบประสบการณ์ผู้เล่น เพื่อมุ่งเน้นการสร้างผลงานนวัตกรรมสื่อเชิงโต้ตอบสำหรับส่งมอบให้แก่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตามเป้าหมายหลักของโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่
สำหรับการเริ่มต้นการเรียนรู้ในวันแรก มุ่งเน้นไปที่การปรับพื้นฐานความเข้าใจในหัวข้อ ว่า "เกมคืออะไร" โดย อาจารย์รวิศวร์ มโนมัยวิบูลย์ ได้ให้นิยามสำคัญว่าแก่นแท้ของเกมคือ "ความขัดแย้ง" เนื่องจากทุกสื่อบันเทิงไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือเกม ต่างล้วนจัดการกับความขัดแย้งเพื่อให้เกิดอรรถรส โดยมีโครงสร้างพื้นฐานของเกมประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1.เป้าหมาย 2.อุปสรรค และ 3.กฎกติกา
จากโครงสร้างดังกล่าวนี้ ทำให้แม้แต่กิจกรรมที่ดูธรรมดาอย่างการ “กินฮอตด็อก” ก็สามารถเปลี่ยนให้เป็นเกมได้ด้วยการ “ตั้งเป้าหมาย” เช่น ใครกินได้เยอะที่สุดใน 1 นาที และ “ใส่อุปสรรค” เข้าไปเพื่อสร้างความท้าทาย อาทิ ข้อจำกัดของร่างกาย หรือการเพิ่มความเผ็ดร้อน ทฤษฎีนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างภาษาพื้นฐานระหว่างนักออกแบบ เพื่อให้สามารถสื่อสารแนวคิดได้อย่างแม่นยำภายในทีมพัฒนา
ในส่วนของบทบาทหน้าที่ของ Game Designer นั้น อาจารย์รวิศวร์ได้เปรียบเทียบการทำงานว่าเปรียบเสมือนผู้ประกอบชิ้นส่วน โดยมีหน้าที่นำวัตถุดิบทางเทคนิคจากโปรแกรมเมอร์และงานศิลปะจากศิลปิน มาร้อยเรียงเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดความสนุก คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการระบุปัญหาอย่างเจาะจง โดยต้องเปลี่ยนความรู้สึกทั่วไปอย่างคำว่า "ไม่สนุก" ให้กลายเป็นปัญหาที่ชัดเจนและแก้ไขได้ นอกจากนี้ยังต้องมีทักษะในการสื่อสารผ่านเอกสารการออกแบบเกม หรือ Game Design Document (GDD) เพื่อช่วยให้ทีมสามารถย้อนกลับมาตรวจสอบความผิดพลาด และประหยัดเวลาในการพัฒนาเกม หรือที่เรียกว่าการล้มเหลวให้เร็วที่สุดเพื่อหาจุดที่สมบูรณ์ที่สุดของเกม
นอกเหนือจากการออกแบบระบบแล้ว ทฤษฎีความสนุกภายใต้ MDA Framework ถือเป็นหัวใจสำคัญเพราะผู้เล่นจะรับรู้ประสบการณ์ผ่านสุนทรียภาพที่เกิดจากพฤติกรรมในเกมซึ่งควบคุมโดยกลไก โดยความสนุกที่น่าสนใจที่สุดคือ แฟนตาซี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้เป็นในสิ่งที่ไม่เคยเป็นในโลกความจริง เช่น การสวมบทบาทในเกม GTA FiveM ฯลฯ นักออกแบบเกมที่เก่งจึงไม่จำเป็นต้องเล่นเกมเยอะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกไปใช้ชีวิตและเดินทางบ่อยครั้ง เพื่อนำประสบการณ์ที่หลากหลายมาสร้างสรรค์เกมที่น่าจดจำ
ในช่วงของการเจาะลึกด้านเทคนิคการเล่าเรื่องอาจารย์รวิศวร์ ได้นำเสนอทฤษฎี "Story Stack" 5 ระดับ ได้แก่ Fantasy, Action, Economy, Worldและ Story ซึ่งเป็นโครงสร้างที่นักออกแบบต้องคำนึงถึงตามลำดับความสำคัญ โดยระบุว่า Story หรือเนื้อเรื่อง เป็นส่วนที่อยู่บนสุดของโครงสร้างจึงมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ง่ายที่สุดตัวอย่างเช่นเกม Silent Hill ที่ทีมพัฒนาใช้"หมอก" มาเป็นองค์ประกอบในเนื้อเรื่องเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านเทคนิคการเรนเดอร์กราฟิกในสมัยก่อน
ขณะที่ความรู้ด้าน Narrative Design นั้น ได้มีการนำมาฝึกฝนจริงผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป "One Room One Story" เพื่อฝึกวางวัตถุเพียงไม่กี่ชิ้นแต่สามารถเล่าเหตุการณ์ที่ลึกซึ้งได้ ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้แนวคิดการเล่าเรื่องผ่านสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental Storytelling ด้วยการใช้พื้นที่และวัตถุในเกมมาสร้างอารมณ์และคำถามให้แก่ผู้เล่น แทนที่จะบอกเล่าตรงๆ ผ่านบทสนทนา ตัวอย่างเช่น "City of Tears" จากเกมHollow Knight ที่เล่าความเศร้าผ่านสายฝน ซึ่งแท้จริงคือน้ำที่รั่วไหลมาจากทะเลสาบด้านบน ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นเกิดความสงสัยและอยากออกสำรวจเพื่อค้นหาคำตอบด้วยตนเอง
ทางด้าน ผศ.บัญญพนต์ พูลสวัสดิ์ รองคณบดีวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (ANT-DPU) ได้กล่าวเสริมถึงทิศทางการนำวัตถุดิบทางวัฒนธรรมไทยมาประยุกต์ใช้ในเกม โดยแนะนำให้ผู้เรียนศึกษาข้อมูลจากฐานข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เช่น การนวดไทย และโขน ซึ่งเป็นมรดกโลกที่สามารถนำมาสร้างเป็นเนื้อเรื่องที่น่าสนใจได้ พร้อมทั้งผสมผสานความรู้ด้าน “นิติวิทยาศาสตร์” และ “จิตวิทยาอาชญากร” มาเป็นโจทย์ในการออกแบบเนื้อเรื่อง เพื่อสร้างมิติและความแปลกใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมเกม
นอกจากนี้ ผศ.บัญญพนต์ ยังระบุต่อไปว่า กระบวนการเรียนรู้ในโมดูลที่ 3 นี้ จะเป็นการต่อยอดโครงเรื่องจากโมดูลที่ 1 และงานกราฟิกจากโมดูลที่ 2 มาขับเคลื่อนสู่การผลิตชิ้นงาน Final Project ที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเกมบนระบบมือถือ, WebGL หรือสื่อสร้างสรรค์ในรูปแบบระบบจำลอง (Simulation) เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่กระทรวง อว. เป็นหลักฐานยืนยันสมรรถนะและความพร้อมของผู้เรียน
สำหรับก้าวต่อไปของโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เฟส 3 ผู้เรียนทั้งหมดจะได้ลงมือทำงานกลุ่ม เพื่อผลิตชิ้นงานจริงจากเอกสาร GDD ที่ออกแบบไว้ โดยทางมหาวิทยาลัยได้นำเครื่องมือพิเศษมาช่วยลดภาระด้านการเขียนโปรแกรม (Coding)เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถทุ่มเทให้กับการดีไซน์เนื้อหา โครงสร้างระบบ และการร้อยเรียงเรื่องราวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพตอบโจทย์ภาคธุรกิจและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกมไทยต่อไป








