มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยความร่วมมือระหว่าง คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ คณะนิเทศศาสตร์ และวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการร่วมกันจัดงานเสวนาสะท้อนสังคมหัวข้อ "การุณยฆาต เมื่อชีวิตต้องเลือก: ใครมีสิทธิในชีวิต? (Euthanasia: When Life Must Choose – Who Has the Right to End it?)" เพื่อสร้างพื้นที่ทางวิชาการในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ข้ามศาสตร์เกี่ยวกับสิทธิวาระสุดท้ายของชีวิต โดยมุ่งหวังให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งในมิติของกฎหมาย การแพทย์ จริยธรรม และบริบททางสังคมไทยในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์
บรรยากาศภายในงานเสวนาในครั้งนี้ ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมากและมีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังทั้งภายในและภายนอกจนเต็มห้องประชุม สะท้อนถึงความตื่นตัวของสังคมต่อข้อถกเถียงเรื่องการการุณยฆาต ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ขณะที่รูปแบบการเสวนาเน้นการนั่งล้อมวงพูดคุยแบบเป็นกันเองแต่เนื้อหาเข้มข้น ทำให้การเข้าถึงประเด็นละเอียดอ่อนอย่างเรื่องความตายดูเป็นเรื่องที่สังคมพร้อมเปิดใจพูดคุยกันมากขึ้น
ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ประธานในพิธี กล่าวว่าเวทีเสวนาครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเด็นสิทธิในการจบชีวิตหรือคำถามที่ว่า “ใครควรเป็นผู้มีสิทธิตัดสินใจในวาระสุดท้าย” เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนสูง ไม่ได้จำกัดเพียงมิติทางกฎหมาย แต่ยังเชื่อมโยงกับรากฐานความเชื่อ คุณค่าของชีวิต และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน โดยถือเป็นโอกาสสำคัญที่นักศึกษาและคณาจารย์จะได้ฝึกกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ เพื่อทำความเข้าใจว่าปัญหาทางสังคมบางเรื่องอาจไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดเพียงด้านเดียว แต่ขึ้นอยู่กับบริบทของบุคคล ครอบครัว และระบบสาธารณะที่เหมาะสม
ในโอกาสนี้ ดร.ดาริกา ยังได้สะท้อนมุมมองเพิ่มเติมว่า การตัดสินใจวาระสุดท้ายเกี่ยวพันกับความทุกข์ทรมานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยได้ยกกรณีศึกษาเชิงเปรียบเทียบถึงความยากลำบากในสถานการณ์จริง เช่น ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ไม่สามารถสื่อสารเจตจำนงหรือควบคุมร่างกายได้ตามปกติ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าสังคมจะประเมินระดับความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยต่อการตัดสินใจเรื่องนี้ได้อย่างไร และใครควรเป็นผู้มีสิทธิตัดสินใจในห้วงเวลานั้น ซึ่งภายใต้กฎหมายไทยในปัจจุบันยังคงมีข้อจำกัดหลายประการ ขณะที่ในต่างประเทศแม้จะมีระบบรองรับแต่ก็ยังมีต้นทุนในการเข้าถึงที่สูงและเหลื่อมล้ำ จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทยในการมองหาแนวทางเชิงนโยบายสาธารณะที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศในอนาคต
สอดรับกับความท้าทายในกระบวนการยุติธรรมที่ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นผู้จัดงานนี้ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า จุดเริ่มต้นของการจัดเสวนาเกิดจากการตั้งโจทย์ว่าหากการแพทย์สามารถยื้อชีวิตได้แต่ไม่สามารถยื้อคุณภาพชีวิตได้ ใครควรเป็นผู้ตัดสินใจว่าชีวิตนั้นควรค่าไปต่อ หรือควรยุติลง ซึ่งในมุมมองของกฎหมายมักคุ้นเคยกับคำว่า “ถูก” หรือ “ผิด”“ทำได้” หรือ “ทำไม่ได้” แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จริยธรรมทางการแพทย์ และความรู้สึกของคนในครอบครัว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “อะไรถูกกฎหมาย” และ “อะไรเหมาะสมสำหรับมนุษย์” ในฐานะนักกฎหมาย โจทย์นี้ท้าทายที่สุด ไม่ใช่การ “ให้สิทธิ์” แต่คือการที่จะออกแบบอย่างไรให้ปลอดภัย จะคุ้มครองคนที่เปราะบางได้อย่างไร และจะปิดกั้นไม่ให้สิทธิ์นี้ถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์อย่างไร ดังนั้น กฎหมายเพียงศาสตร์เดียวไม่สามารถหาคำตอบที่สมบูรณ์ได้ จึงบูรณาการความร่วมมือข้ามศาสตร์เพื่อให้กฎหมายให้ “กรอบ”การแพทย์ให้ “ความจริงของชีวิต” และนิเทศศาสตร์ช่วยสะท้อน “เสียงของสังคม”
ผศ.ศิวนารถ หงษ์ประยูร คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ยังได้กล่าวเสริมต่อเนื่องจากกรอบทางนิติศาสตร์ ถึงความสำคัญของสื่อมวลชนที่มีพลังในการตั้งคำถามและนำเสนอประเด็นละเอียดอ่อนสู่สังคมอย่างรอบด้าน โดยเชื่อว่าเวทีนี้จะช่วยให้นักศึกษานิเทศศาสตร์เรียนรู้มิติความระมัดระวังในการผลิตสื่อและมองเห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากการสื่อสารออกไปสู่สาธารณะ เพื่อให้สังคมพร้อมเปิดใจพูดคุยประเด็นที่เปราะบางได้มากขึ้น
ขณะที่มุมมองด้านสิทธิและความเท่าเทียม ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง รองคณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ และผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ ระบุเพิ่มเติมโดยเน้นย้ำถึง “เรื่องความเท่าเทียม” ในทุกมิติของกาลเวลาและชีวิตซึ่งรวมถึงสิทธิในการตัดสินใจวาระสุดท้าย โดยมองว่าควรเป็นบริบทที่บุคคลสามารถกำหนดได้ด้วยตนเอง และหวังให้การเสวนาครั้งนี้เป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ส่งผลให้ภาครัฐตระหนักถึงความเท่าเทียมทางความคิดในการตัดสินใจวาระสุดท้ายของบุคคล
สำหรับช่วงการเสวนาแลกเปลี่ยนทัศนะบนเวทีพญ.อิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และนักเขียนนิยาย การุณยฆาต เจ้าของนามปากกา “Sammon” เริ่มต้นด้วยการเปิดเผยแรงบันดาลใจในการเขียนนิยายเรื่อง “การุณยฆาต” ว่า เกิดจากประสบการณ์ตรงที่พบคนไข้มะเร็งระยะสุดท้ายเขียนข้อความทิ้งไว้ว่า “ถ้าการุณยฆาตทำได้ เขาทำ” พร้อมอธิบายว่าการดูแลแบบประคับประคองหรือ Palliative Care เป็นหัวใจสำคัญที่มุ่งเน้นคุณภาพชีวิตมากกว่าการยื้อชีวิตเพียงอย่างเดียว และมองว่าหากระบบสวัสดิการของรัฐมีความแข็งแรง ความต้องการการุณยฆาตอาจไม่ใช่ทางออกเดียวสำหรับผู้ป่วยทุกคน
ในมิติเดียวกัน ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ ได้ให้คำนิยามเพิ่มเติมด้วยว่า ชีวิตคือการมีลมหายใจ ส่วนคุณภาพชีวิตคือความสุขในการหายใจ โดยจำแนกการุณยฆาตออกเป็นสองรูปแบบคือ Passive Euthanasia ซึ่งเป็นการงดเว้นการรักษาเพื่อยื้อชีวิตตามความต้องการของผู้ป่วยที่กฎหมายไทยรองรับ และ Active Euthanasia ที่เป็นการกระทำให้เสียชีวิตซึ่งยังไม่สามารถทำได้ในปัจจุบัน พร้อมเสนอว่าเวชศาสตร์ชะลอวัยเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้บุคคลมีคุณภาพชีวิตที่ดีจนถึงวินาทีสุดท้าย
ข้ามมาที่มิติทางจริยธรรมและศาสนา อาจารย์จตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา ได้สะท้อนความจริงจากประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้ายเกี่ยวกับปัญหา "คนตายขายคนเป็น" ที่การยื้อชีวิตสร้างภาระหนี้สินมหาศาลให้ครอบครัว พร้อมวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มเครือญาติที่แสดงความ "กตัญญูเฉียบพลัน" ในนาทีสุดท้ายเพื่อเรียกร้องให้แพทย์ยื้อชีวิตผู้ป่วยทั้งที่ไม่เคยดูแลมาก่อน ซึ่งเป็นการสร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วย โดยยืนยันว่าทางพุทธศาสนาไม่ขัดข้องกับการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ไม่เห็นด้วยกับการเร่งให้เสียชีวิต
ส่วนกรอบกฎหมายในปัจจุบัน รศ.อัจฉรียา ชูตินันทน์รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า กฎหมายไทยรองรับสิทธิการปฏิเสธการรักษาผ่านพินัยกรรมชีวิตตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 และระบุว่าการเร่งการตายยังคงถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ซึ่งสังคมไทยยังต้องร่วมกันออกแบบระบบที่ปลอดภัย
เพื่อหาทางออกที่เป็นรูปธรรม อาจารย์ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายการแพทย์ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ยังได้นำเสนอแนวคิด Advance Care Plan (ACP) หรือการวางแผนการดูแลล่วงหน้า ซึ่งควรเริ่มต้นตั้งแต่วัยหนุ่มสาวควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยเห็นว่าการแสดงเจตจำนงล่วงหน้าในวันที่สติสัมปชัญญะสมบูรณ์จะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างแพทย์ และญาติในยามวิกฤตที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้แล้ว
สำหรับบรรยากาศการเสวนาในช่วงท้าย ยังมีการเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและจัดกิจกรรมลงมติโหวตผ่านระบบ QR Code ในหัวข้อ “เห็นด้วยหรือไม่กับการนำกฎหมายการุณยฆาตมาใช้ในประเทศไทย?” ซึ่งผลปรากฏว่าผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่ เห็นด้วยถึงร้อยละ 80 ขณะที่ร้อยละ 13 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 7 ไม่แสดงความคิดเห็น
นอกจากนี้ ก่อนจบการเสวนา ผศ.ดร.นพ.มาศ ยังได้ตอกย้ำถึงความหมายของคำว่า “การุณยฆาต” ที่ประกอบด้วย “การุณย์” (ความเมตตา) และ “ฆาต” (การฆ่า) ซึ่งแม้การรวมคำจะสร้างความรู้สึกที่เปราะบางในสังคม แต่หัวใจสำคัญคือการขอจากไปอย่างสงบโดยไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานที่เกินกว่าจะทานทน
ขณะที่ อาจารย์จตุรงค์ ฝากแง่คิดทิ้งท้ายถึงทุกคนไว้ว่า “ศีลธรรม” และ “ความรับผิดชอบชั่วดี” วัดกันที่เจตนาเป็นสำคัญ และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเพราะทุกคนอาจต้องเผชิญวินาทีที่ต้องตัดสินใจแทนคนใกล้ชิด การเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจจึงเป็นเรื่องของมนุษยธรรมที่ทุกคนควรตระหนักร่วมกัน
“ถือเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีการบูรณาการร่วมกันถึง 3 ศาสตร์ ระหว่าง 3 คณะ อันสะท้อนให้เห็นว่า DPU ไม่ใช่สร้างเพียงบัณฑิตในแต่ละศาสตร์ แต่สร้างพื้นที่ที่ศาสตร์ต่างๆ สามารถร่วมมือกันหาคำตอบให้กับสังคม ซึ่งจะได้นำข้อสรุปและองค์ความรู้ที่ได้จากเวทีเสวนาบูรณาการ 3 ศาสตร์ในครั้งนี้ ไปสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ชัดเจน เพื่อนำไปสู่การพัฒนากระบวนการยุติธรรมและระบบสุขภาพแห่งชาติที่เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลง และเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตั้งแต่ต้นจนวาระสุดท้ายของชีวิต โดยมีคณะนิติศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ และวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ เป็นกำลังสำคัญในการสร้างทัศนคติใหม่ให้สังคมไทยก้าวหน้าไปพร้อมกับความเป็นมนุษย์อย่างยั่งยืนต่อไป” ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ กล่าวในตอนท้าย








