จากการเปิดเผยผลศึกษาวิจัยด้านสุขภาพจิตเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ (UQ) ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้หญิงและเด็กหญิงกว่า 2 ล้านคน ใน 90 ประเทศ ผ่านรายงานการศึกษา 780 ฉบับทั่วโลก พบข้อมูลสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Psychiatry ระบุว่าอาการโรคซึมเศร้าชนิดรุนแรง (Major Depression) จะพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ร้อยละ 8.3 ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังการให้กำเนิดบุตร
ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติของผู้หญิงทั่วไปที่เผชิญภาวะซึมเศร้าซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 4.3 อย่างมาก โดยภาวะดังกล่าวยังมีความผันผวนตั้งแต่อยู่ในครรภ์ซึ่งพบความชุกที่ร้อยละ 6.2 และเพิ่มเป็นร้อยละ 6.8 ในช่วงหนึ่งปีหลังคลอด
ข้อมูลนี้ถูกเผยแพร่ผ่านสำนักข่าวซินหัวของจีน (Xinhua) และเบอร์นามา (BERNAMA) สะท้อนให้เห็นว่าในระดับภูมิภาคนั้นมีความแตกต่างกันชัดเจน โดยพื้นที่เอเชียแปซิฟิกที่มีรายได้สูง (รวมถึงจีน) มีอัตราความชุกต่ำที่สุดเพียงร้อยละ 3.1 ขณะที่ภูมิภาคเอเชียใต้ (ซึ่งรวมถึงสถานการณ์ใกล้เคียงกับไทย) กลับมีแนวโน้มความชุกที่สูงกว่ามากตามปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม
ขณะเดียวกันในประเทศไทยได้เริ่มมีการตื่นตัวผ่านสถานพยาบาลชั้นนำอย่างโรงพยาบาลพิษณุเวชที่มีการตรวจสอบความปลอดภัยของระบบข้อมูลสุขภาพเพื่อรองรับการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ สอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่าผู้หญิงในประเทศกำลังพัฒนาเผชิญภาวะซึมเศร้าหลังคลอดสูงถึงร้อยละ 19.8 ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเองหรือการฆ่าตัวตาย และส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการของเด็ก ทั้งปัญหาโภชนาการและภาวะท้องร่วง
ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Associate Professor Alize Ferrari และ Dr. Paul Miller จาก UQ เน้นย้ำว่าการคัดกรองต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงฝากครรภ์จนถึงหลังคลอด โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์แรกที่ความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ Dr. Ruta Nonacs จากศูนย์สุขภาพจิตสตรี MGH ที่ชี้ว่าการตรวจคัดกรองในสัปดาห์แรกหลังคลอดช่วยระบุกลุ่มเสี่ยงได้แม่นยำกว่าการรอตรวจตามนัดปกติที่ 6 สัปดาห์ ซึ่งมักพบว่าแม่กว่าร้อยละ 40 พลาดการนัดตรวจดังกล่าว
โดยใช้เครื่องมือแบบประเมินภาวะซึมเศร้าหลังคลอดของเอดินบะระ (Edinburgh Postnatal Depression Scale - EPDS) ซึ่งมี 10 ข้อคำถาม หากคะแนนรวมตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไปถือว่ามีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะข้อที่ 10 ที่ถามถึงความคิดเรื่องการทำร้ายตัวเอง หากมีคะแนนแม้เพียง 1 คะแนนต้องได้รับการส่งต่อทันที
ข้อมูลจาก Mayo Clinic เสริมว่าภาวะนี้ต่างจาก "Baby Blues" ที่มักหายไปเองใน 2 สัปดาห์ แต่ซึมเศร้าหลังคลอดจะรุนแรงและยาวนานกว่า โดยมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและการลดลงอย่างรวดเร็วของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน รวมถึงฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์
นอกจากนี้ยังพบว่าพ่อมือใหม่ก็สามารถเผชิญภาวะ Paternal Postpartum Depression ได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากมีปัญหาด้านการเงินหรือความสัมพันธ์
มาตรการรับมือที่สำคัญคือการบูรณาการบริการสุขภาพจิตเข้ากับแผนกสูตินรีเวชและกุมารเวชศาสตร์ โดย WHO สนับสนุนให้บุคลากรสาธารณสุขที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้รับการฝึกอบรมผ่านคู่มือ mhGAP และ Thinking Healthy เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเบื้องต้นในชุมชนได้อย่างทั่วถึงและลดภาระค่าใช้จ่าย








