ผลการศึกษาล่าสุด วันที่ 17 เมษายน 2569 โดยคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ (UTS) ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Analytical and Bioanalytical Chemistry เปิดเผยหลักฐานเชิงประจักษ์ท้าทายความเชื่อเดิมที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่ธรรมดา
โดยรายงานระบุว่าอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้าสามารถส่งผ่านโลหะพิษเข้าสู่เนื้อเยื่อปอดโดยตรงผ่านการสูดดมไอละออง ซึ่งจากการตรวจสอบด้วยเทคนิคแมสสเปกโตรเมตรีขั้นสูงพบการสะสมของสารอันตราย ทั้งตะกั่ว ทองแดง และนิกเกิล ในปริมาณที่ตรวจวัดได้แม้จะเป็นการสูบในระยะสั้นหรือมีระดับการสัมผัสต่ำกว่าพฤติกรรมปกติของมนุษย์ก็ตาม
ที่น่ากังวลคือการค้นพบสารประกอบอินทรีย์โลหะ (organometallic species) ที่เกี่ยวข้องกับดีบุกและปรอท ซึ่งมีคุณสมบัติในการทำปฏิกิริยาทางชีวภาพและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายกว่าโลหะในรูปอนินทรีย์ทั่วไป ข้อมูลนี้สอดคล้องอย่างมีนัยสำคัญกับรายงานการศึกษาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส (UC Davis) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ที่พบว่าบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งบางชนิด โดยเฉพาะ "Vape Pods" มีระดับความเป็นพิษสูงกว่าบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้ารุ่นเก่าอย่างมาก โดยเฉพาะการตรวจพบค่าตะกั่วในไอละอองจากการใช้งานเพียงหนึ่งวันที่มีปริมาณสูงกว่าการสูบบุหรี่แบบดั้งเดิมเกือบ 20 ซอง
ดร. เดย์แอนน์ บอร์ดิน หัวหน้าทีมวิจัยจาก UTS ชี้ให้เห็นว่าต้นตอของโลหะพิษเหล่านี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับชิ้นส่วนภายในอุปกรณ์ โดยเฉพาะขดลวดความร้อน (Heating coils) และชิ้นส่วนไฟฟ้าที่มักขาดการควบคุมคุณภาพการผลิตที่ได้มาตรฐาน ซึ่งสารพิษจะรั่วไหลออกมาเมื่อขดลวดได้รับความร้อนและส่งผ่านไปยังน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าก่อนจะถูกสูดเข้าไปในปอด
สอดคล้องกับข้อสรุปจากงานวิจัยของ UC Davis ที่ระบุว่าสารตะกั่วส่วนใหญ่มาจากส่วนประกอบอัลลอยด์ประเภทบรอนซ์ผสมตะกั่วในอุปกรณ์ ขณะที่นิกเกิลจะถูกปล่อยออกมาจากขดลวด และยังพบสารพลวง (antimony) ในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าที่ยังไม่ได้ใช้งานในระดับสูง ซึ่งสารเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ และความเสียหายต่อระบบประสาท
นอกจากปัจจัยด้านอุปกรณ์แล้ว รายงานจากการวิเคราะห์เชิงระบบในวารสาร PLOS ONE ยังระบุว่าระดับความเข้มข้นของสารพิษจะเพิ่มสูงขึ้นตามระดับกำลังไฟ (Wattage) และแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ของตัวเครื่อง รวมถึงการใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของสารให้ความหวานอย่างซูคราโลสและสารแต่งกลิ่นรสบางชนิดที่ส่งผลต่อการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีและการแตกตัวของสารพิษได้มากขึ้น
ทางด้านสถิติการใช้งาน ข้อมูลล่าสุดจากสถาบันสุขภาพและสวัสดิการแห่งออสเตรเลีย (AIHW) ที่มีการปรับปรุงข้อมูลเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 แสดงให้เห็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง โดยพบว่า 1 ใน 5 ของประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป เคยมีประสบการณ์การใช้บุหรี่ไฟฟ้า และกลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือคนหนุ่มสาวช่วงอายุ 18-24 ปี ซึ่งมีสัดส่วนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันสูงถึงร้อยละ 21 เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากร้อยละ 5.3 ในปี 2562
ขณะที่รายงานจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ของประเทศไทย ได้ยืนยันความเสี่ยงนี้ผ่านการวิจัยเชิงประจักษ์กว่า 7,000 ชิ้น ซึ่งชี้ชัดว่าไอละอองจากบุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษมากกว่า 100 ชนิด ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการทำงานของสมองในเด็กและเยาวชนอย่างรุนแรง
อีกทั้งยังมีข้อมูลระบุว่าเยาวชนที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลย แต่หันมาเริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้า จะมีโอกาสเข้าสู่การสูบบุหรี่มวนปกติเพิ่มขึ้นถึง 3-5 เท่า
ทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่การเรียกร้องให้นานาชาติรวมถึงประเทศไทยยกระดับมาตรการควบคุมและตรวจสอบมาตรฐานอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด โดยต้องครอบคลุมไปถึงการควบคุมการปล่อยสารจากชิ้นส่วนอุปกรณ์ ไม่ใช่เพียงแค่ส่วนประกอบของน้ำยาเท่านั้น เพื่อป้องกันหายนะทางสาธารณสุขที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว








